Friday, July 10, 2009

your comments

blackforest

----อยากดูเรื่องนี้เหมือนกันพี่อ้วน อยากเสียวว อิอิ ::: Tawisar

----面白そうね。映画を見たいなあ。::: Anonymous

----さっきのコンメントはアンのです。(^^)v ::: アン早稲田

----ไม่เคยคิดว่าไอติมโยเกิร์ตจะอร่อย แต่อ่านแล้วมันฉ่ำเย็นท่วมใจเหลือเกิน อดไม่ไหว ต้องไปลองบ้าง ::: bu

----เพิ่งรู้ว่าเป็นของคนไทย ไปเดินพารากอน เห็นคนกินกันเยอะ(ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นยี่ห้อนี้นะคะ) ::: cotton

Tuesday, June 30, 2009

til debt do us part



ติดตามรายการ Til Debt Do Us Part จากแคนาดา มาระยะหนึ่งแล้ว เป็นรายการที่ดูแล้วได้ข้อคิดอะไรดีๆ ไม่น้อยทีเดียว พิธีกรหญิง Gail Vaz-Oxlade จะพาผู้ชมไปพบกับคู่รักที่กำลังมีปัญหาเรื่องหนี้สินและความสัมพันธ์ โดยพวกเขาจะได้รับโจทย์จากพิธีกรในแต่ละสัปดาห์เพื่อช่วยเยียวยาปัญหาทางการเงินและความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ และถ้าพวกเขาสามารถทำตามโจทย์ที่ได้รับมอบหมายได้สำเร็จ ก็จะได้รับเช็คเงินสดจำนวน 5,000 เหรียญ พร้อมกับการเริ่มต้นชีวิตทางการเงินครั้งใหม่

และนี่คือบทเรียนที่เราอาจจะได้รับจาก Til Debt Do Us Part

1. ระวังการใช้จ่ายเงินที่ไม่ได้มีอยู่จริงในปัจจุบันจากบัตรเครดิต : หนี้ส่วนใหญ่ที่เราเห็นใน Til Debt Do Us Part มาจากบัตรเครดิตแทบทั้งสิ้น คู่รักหลายคู่ มีบัตรเครดิตมากกว่า 3-5 ใบ และไม่สามารถรักษาความสมดุลระหว่างรายรับและรายจ่ายที่เกิดจากบัตรเครดิตได้ ดังนั้นกฎข้อแรกที่ Vaz-Oxlade มักจะทำกับผู้เข้าร่วมรายการของเธอก็คือ เธอจะยึดบัตรเครดิตของผู้เข้าร่วมรายการของเธอทั้งหมด และให้พวกเขาใช้แต่เงินสดในวงเงินจำกัด

ความจริงแล้ว บัตรเครดิตอาจจะมีประโยชน์มากมายหลายประการ แต่การใช้จ่ายเงินที่ไม่ได้มีอยู่จริงในปัจจุบัน ย่อมมีความเสี่ยงสูงในการเป็นหนี้ ดังนั้นคนที่ไม่มีระเบียบทางการเงินที่เคร่งครัด จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้บัตรเครดิต และอาจจะหันไปใช้บัตรเดบิตที่หักเงินจากบัญชีออมทรัพย์ที่มีอยู่จริงในปัจจุบันแทน แต่สำหรับคนที่ไม่มีระเบียบทางการเงินเอาเสียเลย และกำลังรู้สึกว่าตัวเองกำลังเผชิญวิกฤติทางการเงินอย่างใหญ่หลวงแล้วล่ะก็ การยกเลิกบัตรทุกชนิดที่มีอยู่ แล้วหันมาใช้แต่เงินสดแทน อาจจะเป็นทางออกที่ดีกว่า

2. ปัญหาทางการเงิน ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาส่วนตัว จงคุยและวางแผนทางการเงินกับครอบครัวของคุณอย่างรอบคอบ : เพราะเมื่อใครคนใดคนหนึ่งในครอบครัวมีปัญหาเรื่องหนี้สินแล้ว คนอื่นๆ ที่เหลือย่อมจะได้รับผลกระทบไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่คนในครอบครัวจะหันหน้ามาปรึกษาและร่วมกันวางแผนทางการเงิน ซึ่งเป็นการปูพื้นไปสู่ชีวิตทางการเงินและความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวที่ดีในอนาคต

3. จดทุกอย่างที่คุณใช้ แล้วจะประหยัดได้มากกว่า : หลายคนอาจจะนึกไม่ถึงว่ารายจ่ายเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน อย่างค่าโดยสารรถประจำทาง ขนมขบเคี้ยว โค้กประป๋อง หรือตั๋วดูหนัง ฯลฯ ที่ดูว่ามีราคาไม่เท่าไหร่ แต่เมื่อเอามารวมๆ กันต่อเดือนแล้ว มันจะกลายเป็นเงินก้อนโต ที่สามารถใช้เป็นเงินค่าอาหารทั้งเดือนของเด็กเอธิโอเปียคนหนึ่งได้ Vaz-Oxlade จึงแนะนำให้คุณวางแผนค่าใช้จ่ายอย่างละเอียดด้วยการจดทุดสิ่งทุกอย่างที่คุณใช้ในชีวิตประจำวัน แล้วนำมาประมวลผลดูว่า ในแต่ละสัปดาห์หรือในแต่ละเดือน คุณเสียเงินให้กับสิ่งใดไปจำนวนมากน้อยเท่าใด แล้วมันจะสะท้อนตัวตนของคุณว่าคุณมีระเบียบทางการเงินมากน้อยขนาดไหน

4. [รายได้ - เงินออม = รายจ่าย] : สำหรับหลายคนที่มีปัญหาว่าไม่เคยมีเงินเหลือออมในแต่ละเดือน เพราะใช้สมการที่ว่า [รายได้ - รายจ่าย = เงินออม] นั้น ลองเปลี่ยนมาใช้สมการใหม่ว่า [รายได้ - เงินออม = รายจ่าย] ก็จะช่วยให้คุณมีเงินออมเพิ่มขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ เพราะนั่นหมายความว่าคุณต้องหักเงินออมออกจากรายได้ทันที และเงินที่เหลือนั้นคือรายจ่ายที่คุณต้องวางแผนในการใช้แต่ละเดือนอย่างรอบคอบ

Vaz-Oxlade มักจะกำหนดลงไปเลยว่า ผู้ร่วมรายการของเธอมีสิทธิ์ใช้เงินในกิจกรรมต่างๆ ต่อสัปดาห์ เป็นจำนวนเท่าไหร่ เช่น ค่าเดินทาง (เช่นค่าน้ำมัน) ต่อสัปดาห์จำนวน X บาท ค่าอาหารต่อสัปดาห์จำนวน Y บาท ค่าใช้จ่ายเพื่อความบันเทิงต่อสัปดาห์จำนวน Z บาท เป็นต้น และผู้เข้าร่วมรายการต้องใช้เงินในวงจำกัดนั้นอย่างเพียงพอในแต่ละสัปดาห์ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีอันหนึ่งในการบริหาร "รายจ่าย" ที่คุณมีเหลือจากการหักเงินออมออกจากรายได้ และจะทำให้คุณมีวินัยในการใช้จ่ายเงินมากขึ้น

ความจริงแล้ว การเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป เพราะหนี้บางชนิดอาจจะนำไปสู่ความมั่งคั่งในอนาคตได้ แต่หลายครั้งที่หนี้สินนำไปสู่ปัญหาทางการเงินและความสัมพันธ์กับคนรอบข้างที่ยุ่งเหยิง การทำความเข้าใจกับหนี้อย่างถ่องแท้ จึงเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้เราสามารถวางแผนไปสู่อิสรภาพทางการเงินอย่างยั่งยืนได้ไม่ยาก

play it again : หัวใจถวายวัด (พุ่มพวง ดวงจันทร์)



หลวงพ่อ เจ้าขา
ช่วยแผ่เมตตาลูกหน่อยได้ไหม
ลูกนี้อาภัพอับโชคหรือไร
มีรักครั้งใด หัวใจเหมือนไฟร้อนรน

หลายคน ที่พบ
พอเขาได้ซบต้องหนีหลบล่องหน
ขว้างทิ้งดังเศษดินข้างถนน
น้ำตาร่วงหล่น หาคนรักแท้ไม่มี

เข้าวัด ทุกวัน
ใส่บาตรทำทานบนบานขอให้โชคดี
แต่ผียังตามหลอนหลอกย่ำยี
วันหยุดพักไม่มี บวชชีดีไหม

หลวงพ่อ เจ้าขา
ลูกหมดปัญญาเหนื่อยจังหัวใจ
สิ้นหวังรักทุกข์ไร้สุขวุ่นวาย
จึงพร้อมมอบกาย หัวใจถวายวัดเลย

buddhi belly



ช่วงนี้ติด Buddhi Belly ไอศครีมโยเกิร์ต ฝีมือคนไทย กินแล้วผ่อนคลายดีจริงๆ พอดีว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ Buddhi Belly สาขา เซ็นทรัล ชลบุรี จัดโปรโมชั่น ซื้อ 1 แถม 1 ชวนใครก็ไม่มีใครไป เลยไปกินมันคนเดียวซะเลย (ฮา) ถ้วยแรกสั่งไอศครีมโยเกิร์ตรสมะม่วง ส่วนถ้วยที่สองที่แถมฟรีเลือกเป็นรสธรรมชาติ ท้อปปิ้งเลือกแต่ที่เป็นผลไม้ฉ่ำๆ อย่างเงาะ พีช และกีวี (ถ้วยที่ 2 ใส่สตอเบอร์รี่แทนพีช) ส่วนตัวแล้วชอบเงาะมากที่สุด เพราะมันฉ่ำหวานได้ใจ เข้ากันได้ดีกับไอศครีมโยเกิร์ตเย็นๆ กินแล้วมีความสุขที่สุด จนอยากให้ชีวิตฉ่ำเย็นมีความสุขเหมือนรสชาติของ Buddhi Belly จริงๆ

Monday, June 29, 2009

sunscreen wish list

1. Face of Australia : Non Greasy Sunscreen SPF 30+


2. La Roche-Posay : Anthelios XL SPF 50+ Velvety Milk


3. La Roche-Posay : Anthelios SPF 40 Velvety Lotion


4. La Roche-Posay : Anthelios Stick SPF 50+


5. DDF : Ultra-Lite Oil-Free Moisturizing Dew™ UV Moisturizer SPF 15


6. DDF Daily Organic™ UV Moisturizer SPF 15


7. Anessa : Perfect Smooth Sunscreen SPF 50+


8. Shiseido : Gentle Sun Protection Lotion SPF 30


9. ZA : Power Block UV Sunscreen SPF 40


10. Aveeno : Continuous Protection Sunblock Lotion SPF 55


11. Aveeno : Baby Continuous Protection Sunblock Lotion SPF 55


12. Dermanova : Extreme SPF 50


13. SpectraBan : ACE Sunscreen Ultra Light Fluid SPF 50


14. Eucerin : Extra Protective Moisture Lotion SPF 30


15. Neutrogena : Healthy Defense Oil-Free Sunblock Lotion SPF 45


16. Neutrogena : Healthy Defense Daily Moisturizer SPF 45


17. Neutrogena : Age Shield Face Sunblock SPF 55


18. Neutrogena : Age Shield Sunblock SPF 45


19. Neutrogena : Age Shield Sunblock SPF 30


20. Neutrogena : Norwegian Formula Age Shield Hand Cream SPF 30

honyaku : เจอ ค้นหา หาหมอ หางาน หาเงิน มาหา หาเรื่อง



ลำดับประโยคในบล็อกนี้

1. A : "นาฬิกาที่คุณบอกว่าทำหายที่ห้องเรียน เจอแล้วหรือยัง" B : "เจอแล้วครับ"
2. ค้นหากุญแจในกระเป๋าหลายรอบแล้ว แต่หาไม่เจอ
3. ถ้าไม่สบายรีบไปหาหมอดีกว่านะ
4. เดือนหน้าจะจบแล้วใช่ไหม หางานทำแล้วหรือยัง
5. คำศัพท์นี้ เปิดพจนานุกรมแล้ว หาไม่เจอ
6. ตั้งใจว่าจะหาเงินสร้างบ้านก่อนแต่งงาน
7. เขาบอกว่าอาจารย์อุชิคุโบเจออุบัติเหตุตอนกลับบ้านเมื่อคืน
8. คนที่ชื่อว่าซูซูกิมาหาลูกชายที่บ้าน
9. เมื่อเช้านี้ เจอเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยที่สถานีรถไฟฟ้าโดยบังเอิญ
10. คนนี้เจอทีไร ชอบหาเรื่องทุกที

..................................

1. A : "นาฬิกาที่คุณบอกว่าทำหายที่ห้องเรียน เจอแล้วหรือยัง" B : "เจอแล้วครับ"
・A : 教室でなくしたって言っていた時計、もう見つかった。
・B : うん、見つかった。


2. ค้นหากุญแจในกระเป๋าหลายรอบแล้ว แต่หาไม่เจอ
・かぎがなくてかばんの中を捜したが、見つからなかった。
・かぎを捜してかばんの中を見たが、見つからなかった。


さがす หมายถึง หาหรือค้นหาสิ่งที่สูญหาย มองไม่เห็น ค้นหาคน หรือหาสิ่งที่อยากได้ เขียนคันจิได้ 2 แบบ คือ

1) 捜す ใช้กับการค้นหาสิ่งที่สูญหายหรือสิ่งที่มองไม่เห็น เช่น 警察は、きのうの事故の目撃者を捜している。ตำรวจกำลังค้นหาพยานผู้เห็นอุบัติเหตุเมื่อวานนี้

2) 探す ใช้กับการค้นหาสิ่งที่อยากได้ เช่น 彼は失業したので、今新しい仕事を探している。เขาตกงาน ตอนนี้จึงกำลังหางานใหม่

ส่วน さぐる มีความหมายว่า คลำหา ควานหา สืบค้น หรือค้นหา คันจิคือ 探る ซึ่งเขียนแบบเดียวกับ さがす (探す) แต่ใช้ในความหมายที่ต่างจาก 探す อย่างสิ้นเชิง คือ

1) ค้นหาบางสิ่งบางอย่างที่ไม่สามารถมองเห็นได้ เช่น ค้นหาในความมืด ในกระเป๋าเสื้อผ้า ฯลฯ โดยใช้มือหรือเท้าสัมผัสไปรอบๆ เช่น 暗いところでかぎを落としたので、手で探って見つけた。ทำกุญแจตกในที่มืด จึงใช้มือควานหาจนพบ

2) หยั่งความคิด หรือสืบค้นข้อมูล ข่าวสาร และเรื่องราวของฝ่ายตรงข้ามโดยไม่ให้รู้ตัว เช่น 私は彼の本心を探ろうとしたけれど、結局わからなかった。ฉันพยายามหยั่งจิตใจที่แท้จริงของเขา แต่สุดท้ายก็ไม่รู้

3. ถ้าไม่สบายรีบไปหาหมอดีกว่านะ
・気分が悪いのなら、すぐ病院に行ったほうがいいですよ。

โดยความถูกต้องทางไวยากรณ์แล้ว จะไม่ใช้ 医者に行く ในความหมายว่า "ไปหาหมอ" เพราะ "หมอ" ไม่ใช่ "สถานที่" ที่เป็นจุดหมายปลายทางของกริยา "ไป" อย่างไรก็ดี มีข้อยกเว้นทางภาษา ในกรณีที่เป็น "หมอฟัน" สามารถใช้ 歯医者に行く ในความหมายว่า "ไปหาหมอฟัน" ได้ เช่น 私は歯医者に行ってきた。ฉันไปหาหมอฟันมา

4. เดือนหน้าจะจบแล้วใช่ไหม หางานทำแล้วหรือยัง
・来月、卒業ですね。仕事はもう見つかりましたか。
・来月、卒業ですね。仕事はもう探しましたか。


ในการกล่าวยืนยันต่อคู่สนทนา / เกริ่นนำไปสู่การสนทนา / ขอความสนับสนุนจากคู่สนทนา ในบางโอกาส อาจใช้รูป 「คำนาม + ですね」แทน 「~でしょう」ได้ ดังประโยคที่ได้แปลไว้ด้านบนนี้

5. คำศัพท์นี้ เปิดพจนานุกรมแล้ว หาไม่เจอ
・この言葉は、辞書で調べたが、見つからなかった。

言葉 (ことば) และ 語彙 (ごい) อาจจะแปลว่า "คำศัพท์" ในภาษาไทยเหมือนๆ กัน แต่ ごい จะให้ภาพ "ชุดของคำศัพท์จำนวนมาก" หรือตรงกับ vocabulary ในภาษาอังกฤษ ดังนั้นหากต้องการเน้นคำศัพท์ตัวใดตัวหนึ่ง ("word" ในภาษาอังกฤษ) ควรใช้ ことば

ส่วนการเปิดพจนานุกรม นอกจากจะใช้กริยา 調べる ที่แปลว่า (ค้น) หา (คำศัพท์) แล้ว ยังอาจใช้กริยา 引く เป็นสำนวนแปลว่าเปิดพจนานุกรมได้ด้วย เช่น この本を読むときには辞書を引く必要はない。ไม่จำเป็นต้องเปิดพจนานุกรมเวลาที่อ่านหนังสือเล่มนี้

6. ตั้งใจว่าจะหาเงินสร้างบ้านก่อนแต่งงาน
・結婚するまでに、お金を稼いで家を建てるつもりだ

お金を稼ぐ (かせぐ) หมายถึง หาเงิน, ทำงานหาเงิน หรือมีรายได้จากการทำงาน (ไม่ใช่หาเงินที่หายไป อย่าง さがす ในข้อ 2) เช่น 彼は金をたくさん稼ぐために一生懸命働いた。เขาทำงานอย่างขยันขันแข็งเพื่อหาเงินก้อนโต

ส่วน "ก่อนแต่งงาน" นั้น อาจจะใช้ 「~前に」แทน 「~までに」ได้ แต่ความหมายจะแตกต่างกันเล็กน้อย

7. เขาบอกว่าอาจารย์อุชิคุโบเจออุบัติเหตุตอนกลับบ้านเมื่อคืน
・牛窪先生は昨日家へ帰る途中で事故に遭ったそうだ。
・彼は、牛窪先生は昨日家へ帰る途中で事故に遭ったと言っていた。


หลายครั้ง ประโยคในภาษาญี่ปุ่นมักจะตัด Subject ของประโยคออกไป เช่น ประโยคในข้อ 1. "นาฬิกาที่คุณบอกว่าทำหายที่ห้องเรียน" ไม่จำเป็นต้องกล่าวว่า 「教室でなくしたって(あなたが)言っていた時計」ซึ่งรกรุงรังเกินไป สามารถตัด (あなたが) ออกไปได้เลย เช่นเดียวกับประโยคในข้อนี้ "เขาบอกว่า" ก็สามารถละออกได้เช่นกัน และใช้ 「~そうだ」เพื่อชี้ว่าเป็นการถ่ายทอดข่าวสารที่ได้ยินได้ฟังแทน

8. คนที่ชื่อว่าซูซูกิมาหาลูกชายที่บ้าน
・鈴木という人が息子に会いにうちに来た。
・鈴木という人が息子を訪ねてうちに来た。


คำช่วย 「が」ในประโยคนี้ ช่วยแนะนำสิ่งที่ผู้ฟังยังไม่เคยทราบมาก่อน ซึ่งเพิ่งถูกกล่าวขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับการแนะนำตัวละครในนิยายปรัมปรา ที่จะไม่ใช้ 「は」ในการกล่าวถึงตัวละครที่เพิ่งถูกพูดถึงเป็นครั้งแรก เช่น

むかしむかし、おじいさんとおばあさん住んでいました。ある日、おじいさん山へ行きました。おばあさん川へ行きました。กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีตากับยายอาศัยอยู่ วันหนึ่งตาไปที่ภูเขา ยายไปที่แม่น้ำ

ในประโยคด้านบน เมื่อกล่าวถึงตากับยายเป็นครั้งแรก จะใช้ 「が」แทน 「は」แต่หลังจากนั้น เมื่อกล่าวถึงตากับยายซ้ำอีก จะสามารถใช้ 「は」ได้ตามปกติ

ส่วนกริยา "มาหา" ในประโยคข้อ 8. นี้ สามารถใช้ได้ทั้ง 「あう」และ 「たずねる」แต่วิธีใช้จะแตกต่างกัน คือ

1) กรณีของ 「あう」: 「สถานที่」へ「คน」に 会いに来る。

2) กรณีของ 「たずねる」: 「สถานที่」へ/まで「คน」を 訪ねて来る。

9. เมื่อเช้านี้ เจอเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยที่สถานีรถไฟฟ้าโดยบังเอิญ
・今朝、駅で偶然、大学のころの友達に会った。

10. คนนี้เจอทีไร ชอบหาเรื่องทุกที
・彼は会うと、いつも言いがかりをつけてくる
・彼は会うと、いつもつっかかってくる。
・彼は会うと、いつも喧嘩を売ってくる。


คำว่า "หาเรื่อง" ในภาษาไทย อาจจะแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นได้ดังนี้

1) 言いがかりをつける หมายถึง หาเรื่อง หรือกล่าวหาด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ

2) つっかかる มีความหมายคล้ายคลึงกับ 言いがかりをつける มาก แต่มีความหมายรุนแรงกว่าเล็กน้อย เนื่องจากรากศัพท์ของมันคือ 突く (つく) ที่แปลว่า พุ่ง หรือแทง ดังนั้น つっかかるจึงให้ "ภาพ" ว่าฝ่ายตรงข้ามเข้ามาประชิด / บีบบังคับ / พุ่งเข้าใกล้

ตัวอย่างเปรียบเทียบ เช่น

(a)「ちょっと目があっただけなのに、町で変な男の人に言いがかりをつけられた」
(b)「ちょっと目があっただけなのに、町で変な男の人につっかかられた」

ประโยค (a) และ (b) มีความหมายใกล้เคียงกันมาก แต่ประโยค (a) จะให้ความหมายว่าถูกหาเรื่องด้วยคำพูดเท่านั้น ไม่ได้เน้นว่าถูกจู่โจมเข้าประชิดตัว แต่ประโยค (b) นอกจากจะมีความหมายเหมือน (a) แล้ว ยังให้ "ภาพ" ในทำนองว่า ฝ่ายตรงข้ามเดินเข้ามาหาเรื่องได้อีกด้วย

3) けんかを売る มีความหมายคล้าย 1) และ 2) แต่แตกต่างกันสองประเด็น

ประเด็นแรก คือ นอกจาก 3) จะหมายถึงการหาเรื่องด้วยคำพูดแบบ 1) และ 2) แล้ว มันยังเน้นถึงการหาเรื่องที่ใช้ความรุนแรงมากกว่า 1) และ 2)ด้วย ลองดูประโยคด้านล่างนี้

(c)「ちょっと目があっただけなのに、町で変な男の人に喧嘩を売られた」

เมื่อเปรียบเทียบกับประโยค (a) และ (b) แล้ว ประโยค (c) จะให้ "ภาพ" ว่ามีความรุนแรงเข้ามาเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่ (a) และ (b) จะเป็นเหมือนการหาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้มีนัยยะสำคัญเรื่องความรุนแรงเข้ามาเกี่ยวข้อง

ประเด็นที่สอง คือ 1) และ 2) จะใช้กับเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น แต่ 3) สามารถใช้ได้ทั้งเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ และเรื่องราวใหญ่โต

อย่างไรก็ดี การใช้ 1) หรือ 2) หรือ 3) ในเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ หรือเรื่องราวใหญ่โต ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่บางประการ ลองศึกษาประโยคต่อไปนี้

(d)「仕事で大きなミスをしたら、同僚に言いがかりをつけられた」
(e)「仕事で大きなミスをしたら、同僚につっかかられた」

ในกรณีนี้ ความหมายในประโยค (d) และ (e) จะดู "แปลก" ไปทันที เนื่องจาก 言いがかりをつける และ つっかかる จะใช้กับเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น แต่ประโยค (d) และ (e) กลับกล่าวถึง "ความผิดพลาดอันใหญ่หลวง"

(f)「仕事で大きなミスをしたら、同僚に喧嘩を売られた」

อ่านครั้งแรก อาจจะรู้สึกว่าประโยค (f) สามารถเลือกใช้กริยาได้เหมาะสมกว่า (d) และ (e) เพราะ けんかを売る สามารถใช้กับเรื่องราวใหญ่โตได้ และความหมายในประโยค (f) ก็กล่าวถึง "ความผิดพลาดอันใหญ่โต" อย่างไรก็ดี อย่าลืมว่า けんかを売る จะให้ "ภาพ" ของการใช้ความรุนแรงพ่วงเข้ามาด้วย ในบางมุมมอง ประโยค (f) จึงมีความหมายแปลกๆ

(g)「友達の彼女と遊びに行ったら、友達に言いがかりをつけられた」
(h)「友達の彼女と遊びに行ったら、友達につっかかられた」
(i)「友達の彼女と遊びに行ったら、友達に喧嘩を売られた」

ประโยค (g), (h) และ (i) เป็นประโยคที่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์เหมือนกัน แต่มีวิธีการใช้ที่แตกต่างกัน กล่าวคือ หากผู้พูดประโยคนี้มองว่า เขาไม่ได้คิดอะไรจริงจังกับแฟนของเพื่อน การออกไปเที่ยวกับแฟนของเพื่อน ก็เหมือนกับการออกไปเที่ยวกับเพื่อนคนหนึ่งเท่านั้น ก็ควรใช้ประโยค (g) และ (h) แต่ถ้าเมื่อใดที่ผู้พูดประโยคนี้คิดจริงจังกับแฟนของเพื่อนแล้วไซร้ นั่นคือเขากำลังมองว่าเป็นปัญหาใหญ่แล้ว ก็ควรใช้แต่ประโยค (i) เท่านั้น

หมายเหตุ : ขอกราบขอบพระคุณ คุณ Hiro เป็นอย่างสูง ที่ช่วยกรุณาอธิบายความหมายของ "หาเรื่อง" ในภาษาญี่ปุ่นให้เข้าใจอย่างละเอียด สามารถเข้าไปชมบล็อกของ คุณ Hiro หนุ่มญี่ปุ่นหัวใจไทยได้ ที่นี่

Wednesday, June 24, 2009

play it again : i am changing (jennifer holliday & jennifer hudson)





Look at me
Look at me

I am changing, tryin' every way I can
I am changing, I'll be better than I am
I'm trying to find a way to understand
But I need you, I need you, I need a hand

I am changing, seeing everything so clear
I am changing, I'm gonna start right now, right here
I'm hoping to work it out, and I know that I can
But I need you, I need a hand

All my life I've been a fool
Who said I could do it all alone
How many good friends have I already lost
How many dark nights have I known

Walking down that wrong road, there was nothing I could find
All those years of darkness can make a person blind
But now I can see

I am changing, tryin every way I can
I am changing, I'll be better than I am
But I need a friend to help me start all over again,
oh that would be just fine
I know it's fonna work out this time
'Cause this time I am, this time I am

I am changing, gonna get my life together now
I am changing, yes, I know how
I'm gonna start again, I'm gonna leave my past behind
I'll change my life, I'll make a vow
And nothing's gonna stop me now

Thursday, June 11, 2009

drag me to hell (2009, sam raimi)

Drag_Me_to_Hell_02

สิ่งแรกที่ทำหลังจากชม Drag Me to Hell จบลงก็คือ ตั้งปณิธานไว้ในใจเลยว่า ต่อไปนี้ถ้ามีคนมาขอความช่วยเหลืออะไร ถ้าทำให้ได้ ก็จะรีบทำให้เขาอย่างเต็มที่ทันที เพราะไม่อยากซวยเหมือนนางเอกในหนังเรื่องนี้

ชอบฉากที่นางเอกตบตีกับยายแก่ในลานจอดรถมากๆ ฉากนี้อาจจะเป็นฉากที่มีอะไรหลายอย่าง "โอเวอร์" เกินความจริง แต่มันกลับให้ความรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่พร้อมจะเกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวัน เพราะเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันมักจะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งใน "ฉากชีวิตจริง" ของเราเสมอ ดูฉากนี้แล้วจึงมีอารมณ์ร่วมไปกับนางเอกอย่างสุดขีดถึงขีดสุด ทั้งลุ้น ทั้งกลัว ทั้งอยากตบ ทั้งอยากสบถ และในขณะที่กำลังรู้สึกผวาจนขวัญกระเจิดกระเจิงอยู่นั้น หนังก็ทำให้เราหัวเราะออกมาได้ด้วยเหมือนกัน สรุปว่าดูฉากนี้แล้วเป็นบ้าไปเลย

Drag_Me_to_Hell_01

ชอบ Alison Lohman นางเอกของเรื่องด้วยเช่นกัน เธออาจจะไม่ใช่คนที่เลิศเลอเพอเฟ็กต์อะไรมากมาย แต่บุคลิกและอากัปกิริยาอะไรบางอย่างของเธอ ก็ทำให้เธอดู "จริง" เกินกว่าจะเป็นเพียงตัวละครสมมติในหนังธรรมดาๆ เรื่องหนึ่ง เธอเป็นเสมือนตัวแทนของชนชั้นกลางของสังคมแห่งการบริโภคในปัจจุบัน ที่ต้องต่อสู้กับความรู้สึกทางจิตวิญญาณและโลกแห่งความเป็นจริงที่บ้าคลั่ง เธอก็เหมือนกับคนหนุ่มสาวทั่วไปในยุคนี้ ที่พยายามหาทางเอาตัวรอดในเมืองใหญ่ ข้อผิดพลาดที่เธอทำในหนัง อาจจะเป็นข้อผิดพลาดที่เล็กน้อยมากในความรู้สึกของคนทั่วไป แต่มันกลับเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวแห่งความหายนะที่ไม่มีใครคาดคิด

จุดนี้นี่เองที่ทำให้รู้สึกว่า เรากำลังถูกทดสอบระดับจริยธรรมขั้นพื้นฐานผ่านการตัดสินใจของนางเอก และหนังก็ฉลาดมากที่ทำให้เรารู้สึกว่า ทางเลือกทั้งสองทางของนางเอก ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือหญิงชราแปลกหน้าตามความรู้สึกของเธอ หรือการทำตามหน้าที่ที่พึงกระทำเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของตัวเธอเองนั้น ไม่มีทางใดที่ถูกต้องที่สุด หรือดีที่สุด มันขึ้นอยู่กับว่าเรายึดอะไรเป็นหลักในการตัดสินต่างหาก ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสลับซับซ้อนและกำลังเป็นปัญหาอย่างมากในโลกปัจจุบันนี้ คนดูที่ไม่เห็นด้วยกับ "จริยธรรม" ของนางเอก ก็อาจจะเห็นด้วยกับ "ความชอบธรรม" ของเธอ แต่ถึงกระนั้น ทุกคนก็จะถูกหนังตบเข้าที่หน้าจังเบ้อเร่อเหมือนๆ กัน เมื่อเธอถูกตามล้างแค้นแบบเหนือจินตนาการในเวลาถัดมา

Drag_Me_to_Hell_03

นอกจาก Drag Me to Hell จะยึดเอาความรู้สึกระดับสัญชาตญาณที่เปราะบางของมนุษย์ เป็นเครื่องมือในการวิพากษ์วิจารณ์ความบกพร่องทางจริยธรรมที่กำลังสั่นคลอนอย่างมากในสังคมยุคปัจจุบันแล้ว มันยังเป็นภาพยนตร์ที่เกื้อกูลต่อการกระตุ้นจิตสำนึกทางการเมืองของ "คนกลุ่มน้อย" ในการ "เอาคืน" กับระบบทุนนิยมที่ปล่อยให้ความโลภเข้ามาครอบงำมนุษย์จำนวนมากอย่างน่าสนใจยิ่งด้วย

แน่นอนว่าการ "เอาคืน" ในที่นี้ อาจจะเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือโลกแห่งความจริง ที่อาจจะเกิดขึ้นไม่ได้ในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกด้วยซ้ำไป แต่อย่างน้อย มันก็ได้ช่วยปลดปล่อยความเคียดแค้นในระดับจิตสำนึกและจินตนาการของผู้คนจำนวนหนึ่ง ที่ถูกทุนนิยมย่ำยีจนป่นปี้ และยังช่วยตั้งคำถามต่อแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนในยุคที่ผู้คนต่างพากันแก่งแย่งแข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตาย เผื่อที่ว่าจะมีใครสักคนหันมาสนใจเสียงกรีดร้องอันเจ็บปวดของคนตัวเล็กๆ ในสังคม ว่าเขาก็มีเลือดเนื้อและหัวใจเหมือนกับเราเช่นกัน