Tuesday, March 31, 2009

アイスクリーム



ช่วงนี้ติดไอติม โดยเฉพาะหลังอาหารกลางวันและเย็น กินข้าวเสร็จแล้วต้องตามด้วยไอติมสักลูกสองลูก กินแล้วจะมีความสุขที่สุด ลืมร้อน ลืมทุกข์ ลืมเช็คช่วยชาติ ชอบช็อคโกแลตชิพ กับ Love Posion #31 ของบาสกิ้น ร็อบบิ้น รู้สึกมันเข้ากันอย่างกลมกล่อมดี อาจเป็นเพราะว่าชอบไอติมที่มีส่วนผสมของเกล็ดช็อคโกแล็ตด้วย กินแล้วมันกรุ่บๆ ในปากเพลินใจ แต่จริงๆ แล้วก็กินได้ทุกยี่ห้อ ทุกรสชาติ ขอให้อร่อยชื่นใจเป็นใช้ได้ วันนี้กินข้าวกลางวันเสร็จแล้วก็เกิดอยากกินไอติมขึ้นมา นั่งรถไปเซ็นทรัล ซื้อไอติมใส่ถ้วย หาที่เหมาะๆ นั่งกินเพลินใจ หมดไปลูกแล้วยังไม่สะใจ ขอใหม่อีกลูก หมดลูกที่สองแล้วก็ไปเดินตากแอร์เล่นแก้ร้อน ก่อนกลับบ้านเกิดอยากกินไอติมขึ้นมาอีก เลยไปนั่งกินไอติมต่ออีก 2 ลูกให้หายอยาก อร่อยจังครับ ไอติม 4 ลูกวันนี้

memorable quotes : the crying game (1992, neil jordan)



..................

JODY (Forest Whitaker) : Scorpion wants to cross a river, but he can't swim. Goes to the frog, who can, and asks for a ride. Frog says, 'If I give you a ride on my back, you'll go and sting me.' Scorpion replies, 'It would not be in my interest to sting you since as I'll be on your back we both would drown.' Frog thinks about this logic for a while and accepts the deal. Takes the scorpion on his back. Braves the waters. Halfway over feels a burning spear in his side and relizes the scorpion has stung him after all. And as they both sink beneath the waves the frog cries out, 'Why did you sting me, Mr. Scorpion, for now we both will drown?' Scorpion replies, 'I can't help it, it's my nature.'

FERGUS (Stephen Rea) : So what's that supposed to mean?

JODY : Means what it says. The Scorpion does what is in his nature. Take off the hood, man.

FERGUS : Why?

JODY : 'Cause you're kind. It's in your nature.

Monday, March 30, 2009

seven pounds (2008, gabriele muccino)



ที่เคยได้ยินบ่อยๆ เกี่ยวกับแนวคิดเรื่อง "กรรม" ก็คือ ถ้าเราเอาเกลือ 1 ช้อนชาใส่ลงไปในน้ำ 1 แก้ว แล้วลองดื่มดู จะพบว่าน้ำแก้วนั้นมีรสเค็ม แต่ถ้าเราลองเอาเกลือจำนวนเท่าเดิม ใส่ลงไปในน้ำ 1 แท๊งค์ แล้วลองดื่มดูใหม่ เราจะพบว่าน้ำนั้นไม่เค็ม หรือมีรสเค็มน้อยมาก ที่น้ำ 1 แท๊งค์ดูเหมือนไม่มีรสเค็มนั้น ไม่ได้หมายความว่าน้ำนั้นไม่มีเกลืออยู่ น้ำ 1 แก้ว และ น้ำ 1 แท๊งค์ ต่างก็มีเกลืออยู่ 1 ช้อนชาเท่ากัน แต่ความเค็มของเกลือนั้นถูกเจือจางไปตามปริมาณน้ำ นี่คือคอนเส็ปต์ของ "กรรม" อย่างหนึ่ง กล่าวคือ กรรมนั้นเมื่อทำแล้วจะไม่หายไปไหน และมันจะให้ผลเด่นชัดมาก ถ้าเรามีความดีเท่าน้ำ 1 แก้ว แต่มันจะถูกเจือจางลงไปได้มากด้วยการทำความดีแบบน้ำ 1 แท๊งค์

ผมรู้สึกว่าตัวละครของ Will Smith ใน Seven Pounds มีความต้องการอย่างยิ่งที่จะเพิ่มปริมาณน้ำ 1 แก้วน้อย ให้กลายเป็น 1 แท๊งค์ใหญ่ เพื่อเจือจางความเค็มของเกลือในใจเขา เขาออกเดินทางเพื่อไถ่บาปให้กับตัวเองด้วยการเปลี่ยนแปลงชีวิตของคน 7 คน เพื่อลบล้างบาปทั้ง 7 ที่เขาก่อขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ จุดที่ผมรู้สึกสนใจขึ้นมาระหว่างดูหนังเรื่องนี้มี 2 ประเด็นด้วยกัน หนึ่งคือการไถ่บาปของเขามีความชอบธรรมในเชิงจริยธรรมหรือไม่ อย่างไร (ผมพบว่า อาจจะมีบางจุดที่ผมไม่ได้เห็นด้วยกับตัวละครของ Will Smith แต่ก็รับความเป็นดราม่าของหนังเรื่องนี้ได้) และสอง, ในขณะที่เขากำลังควบคุมแผนการอันซ่อนเร้นของตัวเองอยู่นั้น ดูเหมือนว่าเขาเองก็กำลังค่อยๆ ถูกควบคุมจากความใกล้ชิดที่มีต่อ 1 ใน 7 ชีวิตนั้นอย่างไม่รู้ตัวด้วยเหมือนกัน และมันก็นำเขาไปสู่การไถ่บาปขั้นสูงสุด ซึ่งมันไม่ใช่เพียงการไถ่บาปทางร่างกายเท่านั้น เหนือไปกว่านั้น มันคือการไถ่บาปทางจิตวิญญาณที่มีความหมายอยู่เหนือคำว่าชีวิตและความตาย

ผมชอบตอนจบของหนังเรื่องนี้ครับ มันเป็นฉากจบธรรมดาๆ Rosario Dawson ไปหา Woody Harrelson ที่งานเล็กๆ แห่งหนึ่ง เธอกับเขาไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน แต่ทันทีที่ทั้งคู่พบกัน ความพิเศษเกินคำบรรยายมันก็เกิดขึ้น ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ หลังจากที่ดูหนังมาทั้งเรื่อง ฉากจบฉากนี้กลายเป็นฉากจบที่ทั้งอบอุ่น ซาบซึ้ง และอิ่มเอมใจเกินคำบรรยาย เหมือนได้เห็นน้ำที่เต็มแท๊งค์แล้วจริงๆ

Saturday, March 28, 2009

5 favourite things at the moment

1. The Wrestler (2008, Darren Aronofsky) : สิ่งแรกที่ทำหลังจากดูหนังเรื่องนี้จบคือวิ่งไปร้องไห้ในห้องน้ำโรงหนังลิโด้ ...รันทด งดงาม และทรงพลังเหลือรับประทาน



2. GQ Japan : ซาโตชิ ทซึมาบุกิ แอบทำหน้าเครียด แต่ก็...น่ารัก (แหะแหะ)



3. บทความเรื่อง "เอควัส" โดย กิจจา บุรานนท์ ในพลอยแกมเพชร ฉบับที่ 411 และ 412 : คุณกิจจา ครับ ผมรออ่านเรื่องนี้มานานแล้วครับ



4. Sense of Sound : Boy Peacemaker : สวยทั้งรูป จูบก็หอม



5. Guilty Pleasure of the Moment : "จะได้ไม่ลืมกัน" เบิร์ด ธงไชย : หวานระคนเศร้า ฟังแล้วแอบเคลิ้ม

Wednesday, March 25, 2009

'keanu reeves' does 'vogue hommes international s/s 2009'



Irrésistible
Photographed by Amanda de Cadenet
Styled by Julia Von Boehm
Vogue Hommes International Spring/Summer 2009


Saturday, March 21, 2009

不思議な消しゴム



「過去を消しゴムで消したい」という言葉を耳にすることがあるが、そのような消しゴムは見たことがない。「そんなものがあったらいいなあ」と思っている私が新製品の開発担当者だったら、そのような消しゴムを発明したい。

私が発明する消しゴムは、一見一般の消しゴムと区別できない。形や色などはほとんど同じだからだ。四角形もあれば、丸形もある。しかし、この消しゴムがいかに一般の消しゴムと違うか、使ってみれば分かると思う。軽いタッチで消せ、力を入れなくても字は消え、汚れにくい消しゴムのである。間違った字はもとより、この消しゴムは、人生の中で嫌なことや過去に起きた辛い出来事まで消すことができる。

使い方は複雑ではない。まず、準備するものは白いままの紙、鉛筆、そしてこの消しゴムである。それから、リラックスの気持ちでその紙に鉛筆で忘れたい思い出を書くのである。この手順はとても大切だ。できるだけそのことを詳しく説明した方がいい。例えば、消したいのは何のことか、それが何年に起きたのか、そのことに関係したのはだれか、これらのことについて詳しいエピソードを説明する必要がある。そうしなければ、そのことを消す効果が低くなる可能性があるからだ。これが終わったら、よくチェックした上で、この消しゴムで消す。最初から最後まできれいに消さなければならない。これが終わると、消したい思い出が思い出からすぐに消える。

年齢、性別は問わず、誰でもこの消しゴムが利用できる。また、消したい出来事は過去の失敗、悔しかったこと、過去の辛い体験、解決できなかった問題など、どんなことでも消せる。ただし、この消しゴムは自分のことにしか使えない。他の人のこと、他の人の思い出は消せない。これは、他の人が私たちの思い出を消すのを防ぐためのである。そして、もう消した思い出は取り返せない。だから、消す前に、自分が書いたエピソードをよくチェックすることか必要だ。ある出来事は、今は要らないものだが、将来は貴重な思い出になるかもしれない。

もちろん、このような消しゴムを作るのは無理だ。また、消したい出来事を消しさえあれば、幸せに暮らせるというものではない。しかし、アルベルト・アインシュタインが言っていたように、「想像力は知識よりも重要である」。できるかどうかはともかく、もしあなたがこのような消しゴムをもらったら、何を消そうと思うだろうか。

Saturday, March 14, 2009

'hugh jackman' in 笑っていいとも!

ฮาดีครับ









Saturday, March 7, 2009

ฟัน



เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ฟันที่อุดไว้เกิดแตกขึ้นมา ตอนแรกยังไม่รู้ตัวว่ามันแตก แต่รู้สึกแปลกๆ ตอนที่ใช้ไหมขัดฟันขจัดเศษอาหาร พบว่ามันไม่สามารถเข้าไปทำความสะอาดช่องฟันช่องหนึ่งตามปกติได้ ส่องกระจกไปส่องกระจกมาเลยเห็นว่าฟันที่อุดไว้มันร้าว แล้วมันคงมาเบียดฟันอีกซีกหนึ่งที่ติดกันซะจนชิด จนทำให้ไม่มีช่องว่างที่จะใช้ไหมขัดฟันได้ สุดท้ายเลยต้องไปหาหมอฟันตามระเบียบ

ตอนแรกนึกว่าจะอุดใหม่ได้เลย แต่ที่ไหนได้ หมอวินิจฉัยจากสภาพและประวัติฟันแล้วบอกว่าคงอุดธรรมดาไม่ได้แล้ว เพราะครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฟันซี่นี้ร้าว เนื้อฟันก็เสียไปค่อนข้างเยอะเหมือนกัน อุดใหม่ก็คงแตกอีก เลยให้เปลี่ยนวัสดุอุดฟันใหม่ ใช้ทองเป็นส่วนผสม ซึ่งก็จะยุ่งยากกว่าอุดธรรมดาเล็กน้อย เพราะจะต้องมาพิมพ์แบบฟันล่วงหน้าก่อน แล้วถึงจะอุดได้ แล้วจากที่นึกว่าฟันแตกซี่เดียว ปรากฏว่ามันแตก 2 ซี่ ต้องทำใหม่ทั้ง 2 ซี่

เสาร์ที่แล้วก็ไปเอาของเก่าออก แล้วพิมพ์แบบฟัน แล้วหมอก็ใส่ยาแล้วอุดชั่วคราวไว้ให้ แต่กว่าจะเอาของเก่าออกหมดก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน เสียวฟันแถมยังสำลักน้ำอีกต่างหาก อาทิตย์ที่ผ่านมาก็เลยเคี้ยวข้าวแค่ข้างเดียว กลัวที่อุดชั่วคราวมันจะแตก (เคยเจอกรณีที่อุดชั่วคราวมันแตกเหมือนกัน) กว่าจะครบอาทิตย์นี่รู้สึกมันนานกว่าปกติ อยากจะไปทำฟันให้มันเสร็จเร็วๆ

วันนี้ไปอุดฟันใหม่มาแล้ว เหนื่อยอีกเหมือนเดิม หมอบอกว่าเป็นเคสที่ต้องทำละเอียดหน่อย ใจเย็นๆ นะ ไอ้เราก็ทำใจมาล่วงหน้าแล้วว่าวันนี้คงได้อ้าปากให้เมื่อยไปข้างหนึ่งแน่ๆ แล้วก็ตามคาดจริงๆ เพราะอ้าปากไปชั่วโมงนึงกว่าจะอุดเสร็จ แถมระหว่างอุดฟันก็รู้สึกเหมือนจะสำลักน้ำ (อีกแล้ว) ด้วย เลยต้องขอหมอหยุดกลางคันไปตั้ง 2 ครั้ง เพื่อนที่เป็นหมอฟันคนนึงเคยเล่าว่า เขารู้สึกหงุดหงิดเวลาที่คนไข้สำลักน้ำเวลาทำฟัน เพราะบอกแล้วว่าให้หายใจทางจมูก อย่าหายใจทางปาก แต่ไม่ยอมทำตาม เวลาที่เราไปทำฟันแล้วสำลักน้ำ ก็มักจะนึกถึงคำพูดของเพื่อนคนนี้ขึ้นมา แล้วก็แอบสงสัยเหมือนกันว่าหมอจะแอบด่าเราอยู่ในใจหรือเปล่า (วะ) เนี่ย

นี่คิดว่าเดี๋ยวคงต้องไปให้หมอแก้ไขฟันที่เพิ่งอุดมาอีกรอบ เพราะรู้สึกว่าวัสดุที่อุดมามันยังหนาไปนิด การสบฟันเลยไม่เป็นธรรมชาติ รู้สึกตึงๆ กว่าปกติ นี่ขนาดตอนที่ทำ หมอก็ดูอย่างละเอียดแล้ว ให้ทดลองเคี้ยวตั้งหลายรอบ เราก็รู้สึกว่ามันน่าจะโอเคแล้ว แต่พอกลับมาบ้านก็รู้สึกมันหนาเกินไปอีก ยังไงก็คงต้องกลับไปแก้ไขอีกครั้ง

สอบผ่านแล้ว



2 ปีที่เรียนภาษาญี่ปุ่น กับผลสอบระดับ 2 ลุ้นกันจนเหนื่อย โดยเฉพาะตอนรับผลทางไปรษณีย์ เพราะไปรษณีย์ส่งผลมาที่บ้านช้ามาก จนได้รับผลเป็นคนสุดท้ายในบรรดาเพื่อนๆ ที่เรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยกัน ลุ้นผลสอบว่าจะผ่านหรือไม่ผ่านว่าเหนื่อยแล้ว ลุ้นให้ไปรษณีย์มาส่งถึงบ้านโดยสวัสดิภาพนี่เหนื่อยยิ่งกว่าหลายเท่า ถ้าสอบคราวหน้าคิดว่าไปรับผลเองดีกว่า จะได้ไม่ต้องลุ้นจนเหนื่อยขนาดนี้

คะแนนก็ค่อนข้างเป็นไปตามความคาดหมาย พาร์ทการฟังได้คะแนนน้อยที่สุด 63/100 ซึ่งก็ไม่ติดใจอะไรกับพาร์ตนี้ ได้เกินครึ่งมาก็ดีใจแล้ว พาร์ทคันจิกับคำศัพท์ได้ 87/100 ก็นับว่าน่าพอใจ โดยเฉพาะเมื่อคิดว่ามีคันจิที่ไม่รู้จักตอนทำข้อสอบ และมีคำศัพท์ที่ไม่รู้จักความหมาย ส่วนพาร์ทอ่านจับใจความกับไวยากรณ์ได้ 169/200 ถือว่าน่าพอใจมาก เพราะตอนทำข้อสอบอ่านไม่ทันไป 1 เรื่อง ส่วนเรื่องที่อ่านทันก็ไม่แน่ใจว่าจะอ่านเข้าใจถูกหรือเข้าใจผิด คะแนนส่วนหนึ่งคงมาจากไวยากรณ์ด้วย เพราะรู้สึกว่าเป็นพาร์ทที่มั่นใจที่สุดตอนทำ รวมแล้วได้ 319/400 อาจจะไม่ใช่คะแนนที่ดีที่สุด แต่ก็พอใจมาก ยังไงก็ขอกรี๊ดให้กับตัวเองหน่อยนะครับที่สอบผ่านแล้ว กรี๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆๆ...........

Friday, March 6, 2009

your comments



----เรื่องนี้โหลดมาเก็บนานแล้ว ยังไม่ได้ดูเลยค่ะ / cotton

----ดูเธอแปลกตาดี ตอนนี้ที่มาตอบ เธอเองก็เป็นเจ้าของออสการ์ไปเรียบร้อยแล้ว / cotton

----คุ้นน้องกิ่ง เพราะเป็นเพื่อนน้องกู๊ด AF5 ที่ฉันเชียร์และชอบนั่นเอง / cotton

----หนังสือ น่าสนใจมากๆ จะไปหามาอ่านบ้าง ขอบคุณที่แนะนำหนังสือดีๆนะ ปล.ข้าวหมูแดงร้านธานีอร่อยโคตรจริงๆ คอนเฟิร์ม / Bitter Sweet

----เอ๊ะ หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นเหรอคะว่า กลุ่มชายหนุ่มในเรื่อง "กลัดมัน" หรือว่าคุณแบล็ค ฟอเรสต์จินตนาการไปเองคะว่าพวกเขา "กลัดมัน" ฮ่าๆๆๆๆ ชอบความเห็นของคุณแบล็ค ฟอเรสต์ที่มีต่อหนังเรื่องนี้มากค่ะ เป็นอีกแง่มุมหนึ่งที่ไม่ได้คิดถึงมาก่อน / celinejulie

----สนใจทุกอย่างที่กล่าวมาจริงจริง พิตต์ทั้งตอนเด็ก/แก่ เนียนจริงจริงค่ะ / b u

----ทึ่งหน้าตาของแบรด พิทท์เช่นกัน ฉันขอเพิ่มของเคต แบลนเชตต์ด้วย ดูแล้วเพลินมากมายได้อีกค่ะ / cotton