Thursday, April 30, 2009

ด.ช.ฟลุค ปรมัติ (พชร) ธรรมมล



・ผลงานในวัยเด็ก (คลิปรายการสามหนุ่มสามมุมทูไนท์)

โฆษณาไบกอนฟ้า, กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้, ประถม มัธยม เปรี้ยมอมหวาน, สุริโยไท, Harry Potter and the Prisoner of Azkaban (พากษ์เสียงภาษาไทย)



・Flying Sumo

1) ฟันเหล็กเด็กแนว (มิวสิควิดิโอ)
2) ฟันเหล็กเด็กแนว (แสดงสด)
3) จูงมือ (มิวสิควิดีโอ)



Sunday, April 26, 2009

play it again : burn (1997, tina arena)

เมื่อ 12 ปีที่แล้ว ชอบเพลงนี้สุดๆ



Do you wanna be a poet and write
Do you wanna be an actor up in lights
Do you wanna be a soldier and fight for love

Do you wanna travel the world
Do you wanna be a diver for pearls
Or climb a mountain and touch the clouds above

Be anyone you want to be
Bring to life your fantasies
But I want something in return

I want you to burn, burn for me baby
Like a candle in my night
Oh burn, burn for me, burn for me

Are you gonna be a gambler and deal
Are you gonna be a doctor and heal
Or go to heaven and touch God's face

Are you gonna be a dreamer who sleeps
Are you gonna be a sinner who weeps
Or an angel under grace

Ill lay down on your bed of coals
Offer up my heart and soul
But in return

I want you to burn, burn for me baby
Like a candle in my night
Oh burn, burn for me, burn for me

Yeah
Ooh
I want you to burn baby ooh

Laugh for me, cry for me
Pray for me, lie for me
Live for me, die for me

I want you to burn, burn for me baby
Like a candle in my night
Oh burn, burn for me, burn for me

Yeah
Ah yeah

I want you to burn
I want you to burn for me baby
Ohh yeah

Friday, April 24, 2009

honyaku : เพิ่มขึ้น ลดลง



ลำดับการแปลสำหรับกระทู้นี้

1. พอเป็นผู้ใหญ่ ความรับผิดชอบก็เพิ่มขึ้น
2. กินมากเกินไป น้ำหนักขึ้น
3. ตอนนี้ค่าครองชีพสูงขึ้นมาก ค่าเล่าเรียนก็ขึ้น
4. พ่อขอให้แม่เพิ่มเบี้ยเลี้ยงให้
5. บริษัทบอกว่า ถ้าจะให้เพิ่มเงินเดือนก็ต้องเพิ่มงานด้วย
6. บางบริษัทมีแผนจะลดคนงานอยู่
7. ถ้าทำงานพิเศษ ผลการเรียนอาจจะลดลง
8. อยากให้มลภาวะที่กรุงเทพฯ ลดลง
9. (พูดกับพนักงานที่ร้านอาหาร) สั่งอาหารเพิ่มครับ
10. ลิฟต์นี้ขึ้นไหมคะ

-----------------------------

1. พอเป็นผู้ใหญ่ ความรับผิดชอบก็เพิ่มขึ้น
大人になると、責任が重くなる。
大人になると、責任が増す。

ความรับผิดชอบมาก/น้อย ในภาษาญี่ปุ่นใช้สำนวนว่า ความรับผิดชอบหนัก/เบา คือ
責任が重い。ความรับผิดชอบมาก
責任が軽い。ความรับผิดชอบน้อย

อย่างไรก็ดี "ความรับผิดชอบ" เป็นนามธรรม เมื่อพูดถึงการเพิ่มขึ้นของสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น 信用 (ความเชื่อถือ)、人気 (ความนิยม)、興味 (ความสนใจ)、親しみ (ความสนิทสนม) ฯลฯ จะสามารถใช้กริยา 増す (ます : เพิ่มขึ้น) ได้ เช่น

秋になると、食欲が増す。พอเข้าฤดูใบไม้ร่วง ความอยากอาหารจะเพิ่มมากขึ้น

2. กินมากเกินไป น้ำหนักขึ้น
食べすぎると、体重が増える。
食べすぎて、体重が増えた。

3. ตอนนี้ค่าครองชีพสูงขึ้นมาก ค่าเล่าเรียนก็ขึ้น
最近、物価が著しく上がり、授業料も上がった。
最近、物価が激しく上昇し、授業料も上がった。

著しい (いちじるしい) อย่างเห็นได้ชัด เด่นชัด
激しい (はげしい) รุนแรง ดุเดือด หนักหน่วง

ในที่นี้ใช้เป็นกริยาวิเศษณ์เพื่อขยายคำกริยา เช่น

事故の数が著しく増えた。จำนวนอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
彼女は、約束を守らなかった私を激しく責めた。หล่อนต่อว่าฉันอย่างรุนแรงที่ไม่รักษาคำมั่นสัญญา

「あがる」ใช้ได้ในหลายความหมาย เช่น

1) เคลื่อนที่จากที่ต่ำไปสู่ที่สูง เช่น
エレベーターで屋上に上がる。ขึ้นดาดฟ้าโดยใช้ลิฟต์

2) คุณค่าหรือระดับของสิ่งใดสิ่งหนึ่งสูงขึ้น เช่น
彼はこのごろ急に成績が上がった。หมู่นี้ผลการเรียนของเขาดีขึ้นอย่างฉับพลัน

3) จบ หรือ เสร็จสิ้น (終わる หรือ 完了する) เช่น
雨が上がって、きれいな虹がかかった。ฝนหยุดตกและรุ้งกินน้ำที่สวยงามก็เริ่มปรากฏ

4) ออกจาก (出る) เช่น
お風呂から上がったら冷たいビールが飲みたい。อยากดื่มเบียร์เย็นๆ หลังจากออกมาจากอ่างอาบน้ำ (อาบน้ำเสร็จ)

5) ประหม่า ตื่นกลัว เช่น
私は初めて舞台に立ったとき、あがってしまい、セリフを忘れた。ตอนที่ฉันก้าวขึ้นเวทีเป็นครั้งแรก ตื่นประหม่าจนลืมบทพูด

ฯลฯ

「あがる」ส่วนใหญ่จะเขียนด้วยคันจิ 「上がる」แต่ 花火 (ดอกไม้ไฟ)、旗 (ธง) ที่ถูกยิงขึ้นสู่ท้องฟ้าหรือถูกชักขึ้นไปจะเขียนด้วยคันจิ 「揚がる」และการยก 手 (มือ) จะเขียนด้วยคันจิ 「挙がる」

4. พ่อขอให้แม่เพิ่มเบี้ยเลี้ยงให้
父は、母に小遣いを上げるよう頼んだ。
父は、母に小遣いを増やしてほしいと頼んだ。

小遣い (こづかい) เงินค่าขนม เงินค่าใช้จ่ายส่วนตัว
日当 (にっとう) เงินค่าจ้างรายวัน
手当て (てあて) เบี้ยเลี้ยง เงินจ่ายพิเศษ เงินช่วยเหลือ (ด้านที่พักหรือค่ารถ)

「増やす」 (ふやす) ใช้ในความหมายว่า ทำให้จำนวนหรือปริมาณเพิ่มมากขึ้น และใช้เฉพาะกับสิ่งที่นับจำนวนได้เท่านั้น (具体的に数えられるものにしか使わない) เช่น

外国語が自由に話せるようになるには、語彙を増やさなければならない。เพื่อที่จะพูดภาษาต่างประเทศได้คล่อง จะต้องเพิ่มจำนวนคำศัพท์

5. บริษัทบอกว่า ถ้าจะให้เพิ่มเงินเดือนก็ต้องเพิ่มงานด้วย
会社によると、給料を上げてもらいたいなら、仕事も増やさざるを得ないということだ。
会社は、給料を上げてもらいたければ、仕事も増やさざるを得ないと言った。

「ざるを得ない」มีความหมายคล้ายกับ 「ないわけにはいかない」แปลว่า "ไม่ทำ...ไม่ได้" หรือ "จำต้อง" (どうしても...する必要がある) แต่ 「ざるを得ない」จะแสดงความรู้สึกว่าถูกบังคับและหลีกเลี่ยงไม่ได้มากกว่า「ないわけにはいかない」เช่น

行きたくないけれど、部長の命令だから、行かざるを得ない。ไม่อยากไป แต่เพราะเป็นคำสั่งของหัวหน้าฝ่าย เพราะฉะนั้นไม่ไปไม่ได้

การเชื่อมคำจะใช้ [กริยารูป ない] + ざるを得ない แต่กริยา する จะเปลี่ยนเป็น せざるを得ない เช่น

こんなにひどい雨では運動会は中止せざるを得ない。ฝนตกหนักขนาดนี้ ไม่ยกเลิกการแข่งกีฬาคงไม่ได้

สำหรับ「ということだ」มีมากกว่าหนึ่งความหมาย ในที่นี้หมายถึง "ได้ยินว่า" ซึ่งให้ความรู้สึกเป็นการถ่ายทอดคำพูดโดยตรง ใช้ใส่หลังประโยคคำสั่ง แสดงความตั้งใจ การคาดคะเน การห้าม ได้

6. บางบริษัทมีแผนจะลดคนงานอยู่
会社の中には、従業員の削減を計画しているところもある。
会社の中には、従業員を減らそうと計画しているところもある。

คำว่า "แผน" ในภาษาไทย อาจจะแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นได้หลายคำ เช่น

計画 (けいかく) แผน / แผนการ หมายถึง สิ่งที่กำหนดถือเป็นแนวดำเนินการ
予定 (よてい) กำหนดการ หมายถึง ระเบียบการที่บอกถึงขั้นตอนของสิ่งที่จะต้องทำตามลำดับ
企画 (きかく) มีความหมายคล้าย 計画 แต่มักใช้กับ Event ต่างๆ
策 (さく) มีความหมายคล้าย 計画 แต่เวลาใช้มักใช้ประสมกับคำอื่น เช่น 改善策 (かいぜんさく : แผนปรับปรุง) 

คำที่เหมาะสมที่สุดในที่นี้คือ 計画

ส่วนคำว่า "บางบริษัท" จะไม่ใช้ทับศัพท์ว่า 「ある会社」แต่จะใช้สำนวน 「...の中には...もある」

7. ถ้าทำงานพิเศษ ผลการเรียนอาจจะลดลง
アルバイトをしたら、おそらく成績が下がるだろう。
アルバイトをしたら、成績が下がるかもしれない。

「おそらく」หมายถึง "บางที" หรือ "คงจะ" มีความหมายคล้าย 「たぶん」แต่ 「たぶん」แสดงการคาดคะเนโดยผู้พูดคิดนึกเอาเองว่ามีโอกาสที่จะเกิดขึ้นเป็นอย่างมาก โดยอาศัยการวินิจฉัยของตนเองเป็นสำคัญ และเป็นภาษาพูด ส่วน 「おそらく」 เป็นสำนวนสุภาพและเป็นทางการ แสดงการคาดคะเนของผู้พูดว่ามีความเป็นไปได้สูง (ที่สิ่งนั้นๆ จะเกิดขึ้น) โดยทั่วไปมักใช้คู่กับ でしょう หรือ と思います

8. อยากให้มลภาวะที่กรุงเทพฯ ลดลง
バンコクの公害をなくしてほしい。

公害 (こうがい) มลภาวะ
汚染 (おせん) มลพิษ

「てほしい」ใช้ในกรณีที่บุรุษที่ 1 (ฉัน) ต้องการให้คู่สนทนาหรือคนอื่นทำบางสิ่งบางอย่างให้ หรือต้องการให้บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น เช่น

A. ต้องการให้คู่สนทนาทำบางสิ่งบางอย่างให้ :
このことは他の人に言わないでほしいのです。เรื่องนี้อยากขอให้คุณอย่าไปบอกคนอื่น

B. ต้องการให้บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น :
毎日、寒い日が続いています。早く暖かくなってほしいです。อากาศหนาวติดต่อกันทุกวัน อยากให้อากาศอุ่นขึ้นมาเร็วๆ จัง

9. (พูดกับพนักงานที่ร้านอาหาร) สั่งอาหารเพิ่มครับ
追加、お願いします。

「追加」 (ついか) หมายถึง "การเพิ่มทีหลัง" เช่น 追加予算 (ついかよさん : งบประมาณเพิ่มเติม)、追加料金 (ついかりょうきん : ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม) เป็นต้น ในทีนี้ 「追加、お願いします」เป็นสำนวนที่ใช้ในการสั่งอาหารเพิ่ม

10. ลิฟต์นี้ขึ้นไหมคะ
このエレベーターは上に行きますか。

Wednesday, April 22, 2009

100 single ladies stop traffic in central london



A bevy of dancers, not all of whom were ladies in the strictest sense of the word, entertained commuters when they delivered a synchronised performance to the diva's tune Single Ladies (Put A Ring On It).


Monday, April 20, 2009

ป่ากามเทพ



(มิถุนายน พ.ศ.2548)

ผมเคยไปที่นั่นมาแล้ว

ป่ากามเทพที่ผมเคยไปมานั้นมีความสวยงามที่น่าทึ่งมาก ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงสีสันของพืชพันธุ์ที่ดูแปลกตา ความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งมีชีวิต และความหลากหลายทางชีววิทยา ตอนที่ผมไปเยือนที่นั่น มีโอกาสพบเจอกับประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมากๆ นั่นคือการได้รับผัสสะที่แก้วหูที่เกิดแต่เหล่าเทวดาประโคมดนตรีทิพย์เสียงใสดังกังวานไปทั่ว เป็นเสียงที่ไพเราะเสนาะหูอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ใสเหมือนเพชรที่เจียระไนแล้ว กังวานเหมือนระฆังทอง และนุ่มเบาเหมือนปุยฝ้าย เสียงมันไพเราะจนยากจะลืมเลือนได้จริงๆ

พอได้ฟังเสียงดนตรีทิพย์ในครานั้นแล้วก็พลันเกิดติดใจขึ้นมาทันที ผมไม่อยากออกจากป่า ล่วงเวลาเที่ยวแล้วก็รู้สึกอยากอยู่ชื่นชมความงดงามสุดเกินบรรยายอยู่ ณ ที่นั้น จึงตัดสินใจอยู่ต่อ และในค่ำคืนที่เงียบสงัดคืนหนึ่งในป่านั้นเอง ผมได้พบกับแสงสว่างแสงหนึ่งส่องลอดพุ่มไม้มาจากเบื้องบน ผมลองออกไปดูในที่โล่ง แล้วก็พบว่าแสงสว่างที่สาดส่องผ่านพุ่มไม้ลงมานั้นคือแสงสุกสกาวจากดวงดาวบนฟากฟ้า มันเป็นดวงดาวที่น่าอัศจรรย์มาก ดวงดาวดวงกลมโต เปล่งแสงสุกสว่างกว่าดวงดาวทุกดวงบนผืนฟ้า อบอุ่น เย็นตา และสวยงามเกินหน้าดวงดาราดวงใด

"ป่าแห่งนี้ช่างดีจริงหนอ เมื่อหิวก็มีอาหารทิพย์กิน กลางวันก็มีดนตรีทิพย์ของเทวดาเป็นเพื่อน กลางคืนยังมีแสงสว่างจากดวงดาวคอยกล่อมนอน ถึงจะมีฝนตกจนเราต้องตัวเปียกโชก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เปียกปอนแค่ร่างกาย แต่ใจเราช่างมีความสุขเหลือเกิน บุญใดหนาที่นำพาเรามาที่นี่"

ผมบอกกับตัวเองอย่างนั้น พร้อมๆ กับนอนดูดวงดาวของผม ชื่นชมจนสุดหัวใจ พิศไปพิศมาจนดวงดาวดวงนั้นคงรู้ตัว มันหันมามองผม ผมเหมือนเด็กตัวเล็กๆ ที่นอนอยู่ในสายตาของผู้ปกครอง ไร้เดียงดา จ้องที่ดวงตาของดวงดาวดวงนั้น

"โอ้....เราเห็นทุกคำตอบอยู่ในดวงตาคู่นั้น ดวงตาของเธอมีทุกคำตอบที่เราเคยสงสัย ช่างสวยงามเหลือเกิน ดวงดาวเอ๋ย เธอเปล่งแสงสุกสว่างกว่าดวงดาวทุกดวงบนผืนฟ้า อบอุ่น เย็นตา และสวยงามเกินหน้าดวงดาราดวงใด ฉันช่างมีความสุขเหลือเกิน"

จนมาวันหนึ่ง ในขณะที่ผมกำลังเพลิดเพลินเดินชมไพรฟังเสียงดนตรีทิพย์อยู่อย่างปกติ ก็พลันเกิดความเจ็บแปล๊บขึ้นมาที่อก ตกใจจนแทบสิ้นสติ ก้มลงไปดูถึงรู้ว่าได้ถูกลูกศรของนายพรานลอบยิงเข้าให้ ณ วินาทีนั้นผมแว้บคิดถึงบ้านขึ้นมา ผมอยากกลับไปหาพ่อ ผมอยากกลับไปหาแม่ ผมจากบ้านมานานเท่าไรไม่อาจจำได้ แต่ก็ยังอาลัยอาวรณ์กับความงามอันแปลกประหลาดที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนในชีวิต รู้สึกเสียดายถ้าจะต้องเดินออกจากป่าแห่งนี้ คิดอยู่ว่าจะต้องหาตัวนายพรานมาสำเร็จโทษให้ได้

"เราต้องรู้ให้ได้ว่าใครเป็นคนยิง เป็นใครมาจากไหน ลูกศรทำด้วยอะไร ใส่ยาพิษตัวไหน มีสิ่งใดที่สามารถรักษาได้"

ตัดสินใจจะหาวิธีรักษาด้วยตัวเอง ออกเดินเสาะหาข้อมูลด้วยความใคร่กระหายอยากรู้ เจ็บแผลก็เจ็บ ลูกศรก็ยังปักคาอกอยู่อย่างนั้น ฝนตกหนักก็ไม่มีที่หลบฝน ตัวเปียกปอนไปด้วยความหนาวเหน็บ อาศัยว่ามีอาหารทิพย์และเสียงดนตรีทิพย์คอยเยียวยาร่างกายและความรู้สึกเจ็บปวด เหนื่อยมากก็ล้มลงนอน ยามค่ำคืนก็แหงนหน้าขึ้นมองดวงดาวบนท้องฟ้า เจ็บที่อก แต่ดวงตาก็ยังไม่ละจากดวงดาว นอนชื่นชมความงามของมันอยู่อย่างนั้น

เป็นความสุขที่เจ็บปวดเหลือเกิน

และแล้วยาพิษที่ฉาบเคลือบอยู่ที่ลูกศรก็เริ่มแล่นเข้าสู่กระแสเลือด แขนขาเริ่มชา รู้สึกไม่มีแรงจะเดินต่อ หัวใจสั่นระรัว ริมผีปากเริ่มซีด มือเย็นเท้าเย็นไปหมด ทำอะไรไม่ถูก วิงเวียนศีรษะ รู้สึกตัววาบหวิวเหมือนจะหมดสติ แล้วจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้อีก ความรู้สึกเหมือนถูกดูดให้หายเข้าไปในห้วงรัตติกาล

รู้สึกตัวขึ้นมาอีกทีก็เห็นกัลยามานั่งอยู่ข้างๆ กัลยากับผมสนิทกันมาตั้งแต่เด็กๆ เธอบอกว่าเธอมีความจำเป็นต้องเดินผ่านป่าแถบนั้นอยู่เป็นประจำ วันที่เธอไปพบผมก็เป็นวันที่เธอผ่านไปทำธุระของเธอตามปกติ เผอิญได้ยินเสียงร้องครวญครางน่าสงสัยจึงรีบวิ่งไปดู ปรากฏว่าเป็นผมนั่นเองที่กำลังร้องพร่ำเพ้อถึงแสงแห่งดวงดาวอยู่ด้วยพิษไข้ เธอจึงช่วยเหลือพาผมออกมาจากในป่านั้น ผมเล่าเรื่องของผมในป่าแห่งนั้นให้เธอฟัง

"ฉันจะพาเธอไปพบแสงสว่างที่สวยงามกว่าแสงจากดวงดาวดวงนั้น"

กัลยาบอกกับผมอย่างนี้ ทีแรกผมก็ไม่เชื่อ จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะมีแสงสว่างที่สวยงามไปกว่าแสงจากดวงดาวดวงนั้น แต่ตอนนั้นเรี่ยวแรงที่จะเถียงกลับแทบไม่มี ลูกศรยังปักอยู่คาอกอย่างนั้นจะเอาแรงที่ไหนไปเถียงได้ และก็ด้วยความความรักกัลยา ไม่อยากขัดใจ จึงยอมให้เธอนำทางไปพบกับแสงสว่างแสงนั้น เธอบอกให้ผมหลับตาลง

"แสงสว่างแสงนี้ ส่องสว่างสุกใสมามากกว่าสองพันปีแล้ว ....สหายรัก... เธอจงตั้งสติให้ดี จงลืมแสงสว่างแสงอื่นๆ ไปเสียชั่วขณะ หลังจากที่ฉันพูดจบแล้ว ขอให้เธออธิษฐานขอให้แสงสว่างนี้ช่วยเหลือเธอ แล้วจงลืมตามองเข้าไปข้างในแสงสว่างแสงนี้ ถ้าเธอตั้งใจจริงๆ เธอจะได้ทุกอย่างที่ปรารถนา"

ตอนนั้นผมไม่มีแรงจะคิดจะทำอะไรอย่างอื่นแล้ว เจ็บที่แผลมาก ยอมทำตามที่กัลยาบอกโดยง่าย อธิษฐานขอให้แผลหายโดยไว ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างที่เพื่อนบอก แล้วผมก็เจอกับความประหลาดใจอย่างที่สุดในชีวิต

แสงที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้านั้นมันสว่างสุกใสนวลตา สวยงาม และสงบร่มเย็นอย่างที่ไม่มีแสงสว่างใดทำได้มาก่อน มันงดงามเกินคำบรรยาย ชนะเหนือแสงสว่างทุกแสงในโลกใบนี้ แลไปทางขวาเห็นเหล่าเทวดากำลังโปรยดอกไม้ทิพย์บูชาแสงสว่างนั้น มีดอกมณฑารพ ดอกปทุม ดอกปาริฉัตตกะ แลไปทางขวาเห็นเหล่ามนุษย์มากมายโปรยดอกจำปา ดอกสน ดอกกากะทิง ดอกบุนนาค ดอกการะเกด ลงบูชาแสงสว่างนั้นรายล้อมอยู่ทั่วทิศ

เป็นแสงสว่างที่มหัศจรรย์ที่สุดเท่าที่ดวงตาผมเคยสัมผัสมา แม้เพียงปรายสายตาก็ยังรู้สึกได้ถึงความร่มเย็น

ดูเหมือนว่าแสงสว่างแสงนั้นจะได้ยินคำอธิษฐานของผม แล้วจู่ๆ คลื่นเสียงอันทุ้มนุ่มกังวานและไพเราะที่สุดเท่าที่จะเคยได้ยินกันมา ได้ลอยเข้ามากระทบที่แก้วหูของผม บอกหนทางรักษาบาดแผลให้ มันเป็นเสียงที่ดังมาจากแสงสว่างที่สงบร่มเย็นแสงนั้นเอง

"บุคคลผู้หนึ่งถูกลูกศรอาบยาพิษแล้ว บุคคลผู้นั้นขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ยิงก่อนว่าเป็นใคร มาจากไหน ลูกศรทำด้วยอะไร เป็นต้นแล้ว จึงจะยอมให้ผ่าตัดเอาลูกศรออก บุคคลผู้นั้นคงจะต้องตายเสียก่อนที่จะเอาลูกศรออกได้ หน้าที่ของเขาเวลานั้นก็คือให้แพทย์เอาลูกศรออก รักษาแผลให้หาย เพราะเป็นเรื่องด่วนควรทำก่อน ส่วนปัญญาเรื่องอื่นนั้น ไม่ใช่ปัญหาเร่งด่วน ไม่ต้องรู้ก็ได้"

พอสิ้นเสียงนั้น น้ำตาของผมก็หลั่งไหลออกมาทันที ได้สติขึ้นมาว่าเรามั่วโง่อยู่ตั้งนานสองนาน สิ่งที่ควรเร่งทำเป็นอันดับแรกก็ไม่ลงมือทำ มัวแต่ทำกิจธุระที่ไม่สำคัญ เสียเวลามาจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด บัดนี้ผมได้รู้ทางรักษาบาดแผลของเราแล้ว ผมจะรีบเดินทางไปให้แพทย์ผ่าตัดโดยด่วน

จากนั้นผมจึงได้รับการผ่าตัดเอาลูกศรอาบยาพิษออกจากร่าง แพทย์วินิจฉัยว่าอาการของผมสาหัสมาก เพราะทิ้งลูกศรเอาไว้นาน ร่างกายจึงได้รับพิษเข้าไปเต็มที่ แม้จะผ่าเอาลูกศรออกและสามารถช่วยเหลือชีวิตให้รอดพ้นมาได้แล้ว แต่บาดแผลที่เกิดจากการผ่าตัดครั้งนี้ไม่สามารถรักษาให้หายได้ในระยะเวลาอันสั้น ต้องหมั่นทายาและมาฉายลำแสงกับแพทย์อยู่เสมอ ลำแสงเดียวกับที่กัลยาเพื่อนของผมนำไปพบ คนที่ช่วยเหลือชีวิตของผมไว้ ผมรูสึกขอบคุณกัลยาเหลือเกิน

"ถ้าฉันไม่ได้เธอในวันนั้น ฉันคงจะสิ้นใจตายไปกลางป่าไปเสียตรงนั้นแล้ว หนี้ชีวิตในครั้งนี้ฉันจะไม่ลืมเลย กัลยา ถ้ามีสิ่งใดที่ฉันพอจะตอบแทนเธอได้ก็จงเอ่ยปากมาเถิด ฉันจะขอตอบแทนเธออย่างเต็มความสามารถ เออนี่ ฉันมีสิ่งหนึ่งที่สงสัยอยากจะถามเธอ ทำไมเธอถึงสามารถเดินเข้าออกป่าแห่งนั้นได้โดยไม่ได้รับอันตรายเหมือนกับฉัน เธอมีมนต์วิเศษอะไรป้องกันอำพรางตัวหรือ"

"ฉันไม่ได้มีมนต์วิเศษอะไรดอก เพื่อนรักของฉัน ฉันเพียงแต่เป็นผู้ที่ไม่มีความหลงใหลในเสียงดนตรีทิพย์ของเหล่าเทวดา และไม่หลงใหลในแสงสว่างของดวงดาวเท่านั้น ฉันจึงสามารถเดินเข้าออกป่าอย่างมีสติ เปรียบได้ดังบุคคลที่ไม่มีบาดแผลที่ร่างกาย ยาพิษก็ไม่สามารถไหลเข้าสู่ร่างกายไปได้ฉันใด บุคคลที่ฝึกอบรมจิตใจมาอย่างดีแล้ว ก็ย่อมจะไม่เกิดทุกข์ร้อนเพราะจิตใจที่กระวนกระวายฉันนั้น เพื่อนรักของฉัน ฉันขออวยพรให้เธอ รักษาบาดแผลให้หายได้ในเร็ววัน เพื่อที่ยาพิษจะได้ไม่สามารถล่วงล้ำเข้าไปทำลายเธอได้อีก ขอให้เธอโชคดี ลาก่อน เพื่อนรักของฉัน"

"ฉันนับถือน้ำใจของเธอเป็นที่สุดกัลยา เธอเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน ลาก่อนเช่นกัน ขอให้เธอโชคดีนะกัลยา .....กัลยาณมิตร"

หลังจากนั้นผมก็เฝ้ารักษาตัวอยู่นานแรมเดือน คอยหยอดยาตามที่หมอสั่ง และรักษาด้วยการฉายแสงสว่างที่สงบสุขแสงนั้น ระหว่างนี้เองที่ทำให้ผมได้คิดถึงเหตุการณ์เจ็บปวดในป่าครั้งนั้น ป่ากามเทพที่ผมเคยหลงใหลในความงามอันน่าตื่นตา เสียงดนตรีทิพย์ของเหล่าเทวดาที่ต้องมนต์สะกด และแสงสว่างแสงที่สวยที่สุดแสงแรกในชีวิตที่ส่องมาจากดวงดาวดวงนั้น ดวงดาวที่ดวงตาของมันมีทุกคำตอบในใจผม ดวงดาวดวงกลมโต เปล่งแสงสุกสว่างกว่าดวงดาวทุกดวงบนผืนฟ้า อบอุ่น เย็นตา และสวยงามเกินหน้าดวงดาราดวงใด

เมื่อดวงใจเริ่มสงบลง ผมจึงได้ปัญญามารู้ในภายหลังว่า สิ่งที่ผมเคยคิดว่าได้พบทุกคำตอบในดวงตาของดวงดาวนั้น แท้จริงแล้ว ไม่มีอะไรเขียนอยู่ในดวงตาของดวงดาวหรอก มันเขียนอยู่ในดวงตาของผมต่างหาก ผมเพียงแต่เห็นเงาสะท้อนตัวเองในดวงตาของดวงดาว

และแสงสว่างที่สุกสกาวของดวงดาวนั้น เมื่อดูดีๆ ก็จะพบว่ามันอยู่ไกลแสนไกล แสงนั้นเดินทางมาจากเวลาหลายหมื่นปีก่อน บางทีดวงดาวดวงนั้นอาจไม่ได้มีอยู่จริงอีกต่อไป ผมเพียงแต่รู้สึกไปว่ามันมีอยู่จริงเหลือเกินยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด

แต่ที่เจ็บปวดที่สุดก็คือการได้รู้ว่าที่แท้จริงแล้ว ลูกศรอาบยาพิษดอกนั้นไม่ได้เป็นฝีมือของผู้ใดหรอก ไม่มีใครแอบซุ่มทำร้ายผม ไม่มีใครอาศัยอยู่ในป่าบริเวณนั้น ไม่มีแม้แต่นายพรานอาศัยอยู่ในป่าแห่งนี้ ลูกศรดอกนั้นมันปักอยู่บนดินเฉยๆ ผมนั่นเองที่เป็นผู้เดินไปสะดุดล้มและโดนลูกศรปักเข้าที่อก

มีบ้างบางคราวที่ผมคิดถึงแสงแห่งดวงดาวดวงนั้นขึ้นมา ห้ามไม่ให้คิดถึงมันยากมาก บางทียังแอบมองออกไปนอกหน้าต่าง มองขึ้นไปที่ท้องฟ้า แอบหวังจะได้เห็นแม้เพียงเสี้ยวแสงของดวงดาวดวงนั้นบ้างก็ยังดี แต่คิดอย่างนี้ขึ้นมาทีไรผมก็ต้องรู้สึกเจ็บที่บาดแผลขึ้นมาเมื่อนั้น ก็ต้องเบือนหน้ามาจากท้องฟ้า และพยายามคิดถึงเรื่องอื่นแทน และคอยรักษาบาดแผลให้ดีต่อไป

แต่ก็ไม่อาจรู้ได้เหมือนกันว่าบาดแผลนี้จะหายได้เมื่อไหร่

นั่นคือประสบการณ์การท่องเที่ยวป่าแห่งนั้นของผม ป่าที่ทั้งสวยงาม ลึกลับ และต้องมนต์สะกด เป็นป่าที่ผมจะจดจำมิรู้ลืม แม้จะเจ็บปวดจากบาดแผล แต่ก็ไม่เคยมีแม้วินาทีเดียวที่ผมจะรู้สึกเสียใจที่ได้เข้าไปท่องเที่ยวในป่าแห่งนี้ ถึงจะมีพรวิเศษที่สามารถย้อนเวลากลับไปได้ ผมก็คงจะเลือกเข้าไปเดินเล่น วิ่งเล่น นอนเล่น ในป่าที่สวยพิสดารแห่งนั้นอีก ...คืนนี้ผมคิดถึงมันเหลือเกิน

Friday, April 17, 2009

ฉันรอคอยเธอ (2009, นัท มีเรีย)

ชอบการดีไซน์การถ่ายทอดอารมณ์เพลงของเพลงนี้ โดยเฉพาะกับท่อนที่ว่า "ต้องกรีดร้องอีกนานเท่าไร เธอจึงได้ยินเสียงนี้" ส่วนท่อนสุดท้าย "ไม่ว่าฟ้าดินจะสิ้นสลาย...จะรอแค่เธอ" นี่ให้อารมณ์เพลงประกวดดี (นึกภาพออกทันทีว่าท่อนนี้จบลงแล้วคนต้องปรบมือ)



เธออยู่ที่ไหนในรัตติกาลมืดมน
เพรียกหาด้วยความระทม
พร่ำเพ้อด้วยความตรอมตรม
กับการรอรักกลับมา

กี่คืนกี่วันที่ฉันกล้ำกลืนน้ำตา
ก่อนนั้นมีเธอดูแล
ก่อนนั้นมีที่พึ่งพา
แสนจะอ่อนล้าเมื่อไม่มีเธอ

จะปล่อยให้ฉันเจ็บถึงเมื่อไหร่เธอจะหวนมา
ฉันยังยึดมั่นสัญญาว่าเธอจะมาเคียงข้างกัน
ต่อให้จะต้องเจ็บหรือตายจากไม่อาจพรากกัน
ฉันจะขออยู่เฝ้ารอไม่ยอมเปลี่ยนผัน
เนิ่นนานเท่าไร...ฉันรอคอยเธอ

เฝ้าคอยเฝ้าเพ้อแล้วเธอจะรู้บ้างหรือไม่
ต้องกรีดร้องอีกนานเท่าไร ถึงจะได้ยินจิตใจดวงนี้

ต้องกรีดร้องอีกนานเท่าไร เธอจึงได้ยินเสียงนี้

ไม่ว่าวันไหนหากได้พบกันเหมือนดั่งสัญญา
เธอจะต้องอยู่ทดแทนทุกราตรีกาลที่หายไป
และเมื่อวันนั้นที่ฉันรออยู่สมดั่งตั้งใจ
ฉันจะไม่ปล่อยไม่ยอมให้เธอจากไป
ไม่ว่าฟ้าดินจะสิ้นสลาย...จะรอแค่เธอ

จะรอแค่เธอ...

Wednesday, April 15, 2009

จาก Red Sorghum ถึง Not One Less : จางอี้โหมว กวีนิพนธ์บนแผ่นฟิล์ม



(บทความชิ้นนี้เขียนขึ้นเมื่อ มกราคม พ.ศ.2543)

หลังจากที่รัฐบาลจีนเริ่มเปิดกว้างทางการเมืองในปลายทศวรรษที่ 1970 ระบบทุนนิยมข้ามชาติก็เริ่มมาวางรากฐานวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ให้กับประชาชนชาวจีนนับแต่นั้น ซึ่งในขณะเดียวกันก็ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการบูรณาการอุตสาหกรรมภาพยนตร์จีนให้พลิกฟื้นมาอวดโฉมต่อสายตาชาวโลกอย่างงดงามอีกด้วย

จริงอยู่ที่ประวัติศาสตร์ทางภาพยนตร์ยุคเริ่มต้นของจีนจะมีจุดกำเนิดย้อนไปหลายทศวรรษก่อนหน้านี้ แต่การปรากฏตัวของกลุ่มผู้กำกับที่ถูกขนานนามว่า "รุ่นที่ 5" ก็เป็นประจักษ์พยานสำคัญที่ทำให้เราไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมา ภาพยนตร์จีนจากแผ่นดินใหญ่ก็โดดเด่นจนเป็นที่สะดุดตานักดูหนังทั่วโลก

จากชื่อของผู้กำกับที่เราพอคุ้นหูอย่าง เฉินข่ายเกอ (Yellow Earth, Farewell to My Concubine) หรือ เถียนจวงจวง (The Blue Kite) นั้น ดูเหมือนจะไม่มีใครใน "รุ่นที่ 5" มีชื่อเสียงโด่งดังเท่า จางอี้โหมว อีกแล้ว เขาเป็นผู้กำกับที่มีความโดดเด่นที่ได้รับการยกย่องและยอมรับจากนักวิจารณ์หนังทั่วโลก เวทีหนังอย่าง เบอร์ลิน คานน์ เวนิช และออสการ์ ยืนยันประโยคก่อนหน้านี้ได้เป็นอย่างดี ด้วยผลงานที่มีความลุ่มลึกที่มักมาพร้อม กับ "สาร" อะไรบางอย่างภายใต้ความรื่นรมย์อันแสนประหลาด ทำให้หนังของจางอี้โหมวมีเสน่ห์อย่างไม่อาจปฏิเสธ ไม่ว่าจะดูเอารสหรือดูเอาเรื่อง



งานกำกับหนังยาวครั้งแรกของเขาคือ Red Sorghum (1988) ซึ่งเป็นผลงานการแสดงหนังเรื่องแรกของนางเอกคู่บารมีอย่าง กงลี่ ด้วย ความยอดเยี่ยมของเขาเริ่มฉายแววออกมาทันทีเมื่อตัวหนังสามารถคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเบอร์ลิน แต่ดูเหมือนว่านักดูหนังชาวไทยจะเริ่มคุ้นหูกับชื่อของ จางอี้โหมว จากผลงานชื่อดังอย่าง Ju Dou (1990) เสียมากกว่า จวี๋โต้ว เป็นหญิงสาวที่ต้องตกเป็นเมียของชายแก่เจ้าของโรงงานย้อมผ้า ความบ้าคลั่งอย่างดุเดือดในตัวของสามีกดดันให้เธอกับหลานชายของเขาแอบไปมีอะไรๆ กัน จนเธอตั้งท้อง จางอี้โหมว ถ่ายทอดอารมณ์ของหนังผ่านสีย้อมผ้าที่เร่าร้อนที่ในขณะเดียวกันก็ได้ย้อม อารมณ์ของคนดูให้ร้อนแรงไปด้วยเช่นกัน เรื่องราวของผู้หญิงที่ต้องตกเป็นเครื่องมือทางกามารมณ์นี้ ได้ถูกตอกย้ำในหนังเรื่องถัดมา คือ Raise the Red Lantern(1991) เรื่องราวการขึ้นเป็นคุณนายคนที่สี่แห่งบ้านตระกูลเฉิน ของ ซ่งเหลียง ที่สามีสามารถเลือกหลับนอนกับเมียของตนโดยการแขวนโคมแดงไว้ที่หน้าบ้านของเมียคนนั้น สีแดงของโคมถูกนำมาใช้แทนตัณหา ราคะ ความริษยา การไต่เต้า แข่งขันแย่งชิง และการร้อยรัดพันธนาการ ซึ่งปิดฉากลงด้วยโศกนาฏกรรมของคุณนายคนที่สาม และวัฏจักรอุบาทว์ของบ้านตระกูลเฉิน



The Story of Qui Ju (1992) และ To Live (1994) คือหนัง 2 เรื่องถัดมาของ จางอี้โหมว เรื่องแรกนั้นเกิดขึ้นเพราะ ชิวจวี๋ ไม่ได้รับ "คำขอโทษ" จากการกระทำที่เกินเหตุของผู้ใหญ่บ้านที่มาเตะหว่างขาสามีเธอ การร้องเรียนความยุติธรรมที่ต้องผ่าน "ขั้นตอน" และ "ระเบียบปฏิบัติ" ดูเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและสวนทางกับความรู้สึกของเธออยู่ไม่น้อย หนังจบลงด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ให้กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นดี ในขณะที่เรื่องหลังนั้นเล่าเรื่องราวความพลิกผันในช่วงชีวิตของคู่สามีภรรยาที่คาบเกี่ยวกับการปฏิวัติวัฒนธรรม นับตั้งแต่ภาพของความร่ำรวย ตกมาเป็นยาจก ใช้ชีวิตอยู่ในกองทัพ เลี้ยงชีพด้วยการเล่นหนังเชิด และที่ร้ายที่สุดก็คือการต้องสูญเสียลูกไปถึงสองคน ซึ่งแม้ตัวหนังแสดงความหดหู่ในชะตากรรมของมนุษย์อยู่ในท่าที แต่จางอี้โหมวก็ยังศรัทธาในการดำรงอยู่ของมนุษย์ด้วยภาพจบที่แสดงให้เห็นว่า จะอย่างไรเสีย เราก็ยังต้องประคับประคองชีวิตให้อยู่ (to live) ต่อไป



Shanghai Triad (1995) คือหนังที่กงลี่ได้ร่วมงานกับจางอี้โหมวเป็นเรื่องสุดท้าย เรื่องราวของความสัมพันธ์ระหว่างเด็กชาย เจ้าพ่อผู้มีอิทธิพล และเมียคนโปรดของเจ้าพ่อ ที่ข้องแวะกับธุรกิจอาชญากรรม คาวเลือด ความรุนแรง ความรัก ความเหงา และการทรยศ สิ่งที่น่าสนใจในหนังเรื่องนี้คือการกำกับภาพที่ถ่ายได้สวยเอามากๆ จนหลุดเข้าไปชิงรางวัลกำกับภาพยอดเยี่ยมบนเวทีออสการ์ แล้วจางอี้โหมวก็แทบช็อคแฟนหนังของเขาด้วยผลงานที่ก้าวข้ามการใช้ฉากหลังในชนบทหรือเรื่องราวในอดีต มาเป็นหนังตลกร้ายเกี่ยวกับความวุ่นวายของเมืองใหญ่อย่าง Keep Cool (1997) การกำกับภาพด้วยการถือกล้องด้วยมือตลอดเรื่องชวนให้นึกถึงผู้กำกับคนดังอย่างหว่องคาไวอย่างช่วยไม่ได้ ว่ากันว่าเบื้องหลังของการ "เปลี่ยน" สไตล์อันแปลกประหลาด สำหรับเขาในครั้งนี้ เป็นเพราะเกิดความขัดแย้งอะไรบางอย่างกับกลุ่มผู้กำกับหลังรุ่นที่ 5 แต่ไม่ว่าจะจริงเท็จประการใดก็ตาม จางอี้โหมวก็ได้กลับคืนมาสู่ทำเนียบผู้กำกับชั้นยอดอีกครั้ง ด้วยผลงานชวนประทับใจเรื่องล่าสุดที่มีชื่อว่า Not One Less (1999)

เว่ยมินฉี คือเด็กสาวอายุ 13 ปี ผู้ถูกขอให้มาช่วยสอนเด็กๆ แทนอาจารย์เกา ผู้ซึ่งจะกลับบ้านไปเยี่ยมแม่ที่ป่วยเป็นเวลา 1 เดือน ความเป็นครูในสายเลือดของเธออาจจะไม่เข้มข้นเท่าครูคีทติ้ง ใน Dead Poets Society เธอไม่ได้มีแรงขับในการปลุกจิตวิญญาณของนักเรียนในแบบนั้น สิ่งที่เธอรู้สึก "ต้อง" รับผิดชอบก็เพียงแค่ดูแลนักเรียน 28 คนให้อยู่ครบใน 1 เดือน โดยห้ามขาดแม้แต่คนเดียว แล้วเงิน 50 หยวนก็จะตกเป็นของเธอทันที

เมื่อเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งถูกคัดเลือกให้ไปเรียนต่อในเมืองเพราะสามารถวิ่งได้อย่างรวดเร็วนั้น มันก็พอเป็นคำอ้างแก่อาจารย์เกาได้ แต่เมื่อ จางหุยเคอะ นักเรียนชายหัวโจกของห้องต้องถูกส่งไปหางานทำในเมือง มันดูจะไม่ใช่ความจำเป็นที่พอเพียงสำหรับเหตุผลการหายตัวไปของนักเรียน เว่ยมินฉี จึงตัดสินใจจะออกตามหา จางหุยเคอะ ให้พบ ปัญหาก็อยู่ตรงที่ว่าเธอไม่มีเงินค่ารถเข้าเมืองแม้แต่หยวนเดียว!



จางอี้โหมวทำ Not One Less ออกมาอย่างใสซื่อบริสุทธิ์ ความไม่ธรรมดาของผลงานชิ้นนี้อยู่ตรงที่ใช้ชาวบ้านจริงๆ (พร้อมกับชื่อของพวกเขาจริงๆ)มาแสดง ซึ่งส่งผลให้ความยากของการกำกับตกอยู่ที่การควบคุมนักแสดงมือสมัครเล่นหลายสิบชีวิตให้เป็นไปตามจังหวะของหนังที่ได้วางเอาไว้ แต่สิ่งที่ได้ออกมานั้นกลับเป็นความ "สมจริง" อย่างถึงที่สุดของสภาพเด็กบ้านนอกที่นักแสดงมีชื่อก็ให้ไม่ได้ จนทำให้ Not One Less เป็นหนังที่มีการปรุงแต่งน้อยที่สุดเรื่องหนึ่งในบรรดาหนังเรื่องอื่นๆ ของเขา (แม้จะเคยใช้วิธีเดียวกันนี้ในการทำให้กงลี่ดูเป็นชาวบ้านอย่างมากที่สุดใน The Story of Qui Ju แล้วก็ตาม)

ในฉากหนึ่ง เว่ยมินฉี ได้ขอความคิดเห็นจากนักเรียนเพื่อหาเงินเป็นค่ารถโดยสารเข้าเมือง เธอสามารถควบคุมความยุ่งเหยิงของนักเรียนให้รวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างง่ายดาย พร้อมๆ กันนั้นเธอก็ได้ให้บทเรียนวิชาคำนวณแก่เด็กๆ โดยไม่รู้ตัวอีกด้วย ภาพของความสนอกสนใจในการช่วยแก้ไขสมการคณิตศาสตร์อย่างใจจดใจจ่อ กับภาพความชุนมุลวุ่นวายของเด็กๆ ที่ถูก "ยัดเยียด" ให้ต้องลอกบทเรียนอันยืดยาวก่อนหน้านี้ นับเป็นอารมณ์ขันร้ายอันลุ่มลึกของ จางอี้โหมว ที่ได้ตบหน้า "ระบบการศึกษาในประเทศจีน" เข้าจังเบ้อเร่อ!

Not One Less เป็นหนังที่ใช้ฉากหลังของชนบทที่ห่างไกลความเจริญในการเล่าเรื่อง ซึ่งยังประโยชน์ให้ จางอี้โหมว สามารถสอดแทรกประเด็นความเป็นสังคมแบบ "ทวิลักษณ์" ลงไปในงานของเขา ฉากที่เสียดสีระบบทุนนิยมและลัทธิบริโภคนิยมที่เริ่มหยั่งรากลึกลงในสังคมจีน และผลของการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐที่ก่อให้เกิดปัญหาความแตกต่างระหว่างสังคมชนบทและสังคมเมืองได้อย่างเจ็บปวดที่สุดก็คือ ตอนที่ เว่ยมินฉี พาเด็กๆ ไปซื้อน้ำหวานแก้กระหายน้ำ เงิน 6 หยวนที่เพิ่งทู่ซี้มาจากการขายแรงงานน้อยๆ ต้องนำมาแลก กับ Coca Cola เพียง 2 กระป๋อง ซึ่งต้องแบ่งกันลิ้มลองรสระหว่างครูและนักเรียนรวมกันถึง 27 คน!



ที่เหนือเกินความคาดหมายใดๆ ในผลงานชิ้นนี้ ก็คือการที่ จางอี้โหมว ได้ชูประเด็น "สื่อมวลชน" มา สอดใส่ไว้ในเนื้อเรื่อง ซึ่งแม้ว่าเขาจะแอบมีอารมณ์เหน็บแนมระบบการทำงานของสื่อมวลชนอยู่บ้าง (ในตอนที่ เว่ยมินฉีไม่สามารถเข้าไปในสถานีโทรทัศน์ได้ เพราะถูกเจ้าหน้าที่กีดกันด้วยสถานะการไร้ "บัตร") ทว่า สื่อมวลชน ในทัศนะของ จางอี้โหมว ก็ได้กลายร่างมาเป็นอัศวินขี่ม้าขาวที่เข้ามาช่วยตามหา จางหุยเคอะ จนพบ ซึ่งในที่สุดก็ยังลงเอยด้วยการที่มีผู้มีอุปการะคุณจำนวนมากหยิบยื่นน้ำใจบริจาคสิ่งของช่วยเหลือโรงเรียนของอาจารย์ เกา ผ่านสื่อโทรทัศน์ที่แพร่ภาพออกไปทั่วประเทศ

สื่อมวลชนจึงถูกนิยามให้เป็นเครื่องมือในการไกล่เกลี่ยความไม่สมดุลที่เกิดจากการปฏิรูปการบริหารประเทศ ให้เกิดการผสานรูโหว่และลบรอยแผลของความร้าวฉานทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม สื่อที่ดีจึงไม่ควรจำกัดจำเขี่ยอยู่ในหน้าที่ของการให้ข่าวสาร ความรู้ และความบันเทิงเป็นหลักเท่านั้น หากต้องผนวกเอาหน้าที่ในการสร้างสรรค์และพัฒนาสังคมอย่างเป็นจริงเป็นจังเข้าไปด้วย ด้วยคุณลักษณะของตัวสื่อที่มีขนาดมหึมาและมีอิทธิพลกว้างขวางที่สุดในสังคมสมัยใหม่ ถ้าสื่อมวลชนจะเอาใจใส่ต่อการสร้างภูมิปัญญาแห่งการเรียนรู้ ก็ย่อมจะเป็นคุณูปการต่อวงการศึกษาอย่างมหาศาล

นี่อาจจะเป็นทัศนะที่จางอี้โหมวได้เสนอ เพื่อเรียกร้องให้ประเทศจีนพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในสหัสวรรษใหม่ก็เป็นได้!



จาก Red Sorghum ถึง Not One Less จางอี้โหมว ยังคงยืนยันสารัตถะสำคัญแห่งการตั้งคำถามและสงสัยกับพลังอำนาจที่เข้าครอบงำวิถีชีวิตของคนจีน โดยเฉพาะการตั้งแง่ทางการเมืองเพื่อตรวจสอบ "ระบบ" และ "การดำรงอยู่ของระบบ" โดยใช้ตรรกะอันตรงไปตรงมาในการนำเสนอเรื่องราวอันเรียบง่ายทว่าแฝงไปด้วยพลังของการสร้างผลกระทบ (ซึ่งอาจรวมถึงการที่รัฐบาลจีนออกมาห้ามฉายหนังของเขาบางเรื่องในประเทศ) ที่ถูกอกถูกใจ เฟมมินิสต์ มากเป็นพิเศษก็คงเป็นเพราะหนังของเขามักกะเทาะเอามายาคติทางเพศในโลกที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ในขณะที่ผู้หญิงเป็นได้เพียง "สินค้า" และ "ที่รองรับทางกามารมณ์" ของเพศชาย ออกมาอย่างถึง แก่น (ซึ่งปรากฏอย่างเด่นชัดใน Ju Dou และ Raise the Red Lantern) พร้อมๆ กันนั้น เขาก็ได้สร้างอัตลักษณ์ทางภาพยนตร์ในงานของเขา ด้วยการสร้างสรรค์ "ความรู้สึก" บางอย่างลงไปในหนัง โดยเน้นการใช้ความหมายเชิงสัญลักษณ์ผ่านภาษาภาพ การใช้ฉากหลังของชนบทและเรื่องราวในอดีต การเอาใจใส่กับบทภาพยนตร์ที่เน้นการคิดอย่างสร้างสรรค์ การจัดแสงสีเพื่อกำหนดเนื้อหาในหนัง และการให้กล้องได้วาดลวดลายในการเล่าเรื่องราวอย่างมีชั้นเชิง ราวกับว่าเขาเป็นกวีนิพนธ์ที่ใช้พู่กันสร้างสรรค์ผลงานชั้นเยี่ยมบนแผ่นฟิล์ม

เหนือกว่าอื่นใด จางอี้โหมว ยังเป็นผู้กำกับที่เชื่อมั่นและให้ความสำคัญเป็นพิเศษในคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ งานอย่าง To Live และ Not One Less ยืนยันความเป็นนักมนุษยนิยมในตัวเขาเป็นอย่างดี ทัศนะที่สำคัญที่สุดอยู่ตรงที่ว่า มนุษย์ (โดยเฉพาะคนจีน)จะมีชีวิตและสังคมที่สงบสุข (หลังจากการล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์และเหตุการณ์นองเลือดที่จตุรัสเทียนอานเหมิน)ได้นั้น มนุษย์ก็จำต้องหันมาทบทวนรากเหง้าทางวัฒนธรรม ขบคิดกับประวัติศาสตร์อันร้าวฉาน และไม่ขบถต่อความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ของตน ซึ่งในที่สุดแล้วมันก็จะช่วยปลดแอกพันธนาการทั้งปวงของมนุษย์ให้หลุดออกไปอย่างสิ้นเชิง

ในตอนจบของ Not One Less เด็กๆ พากันรุมล้อมกล่องชอล์กด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ซึ่งในวันวานพวกเขามีเพียงแท่งชอล์กจำนวนจำกัดที่ได้ถูกใครคนหนึ่งเหยียบย่ำจนแท่งชอล์กแตกหักเปื้อน ความสกปรกด้วยสีดำของรอยเท้าและฝุ่นผงบนพื้น

แต่ถึงที่สุดแล้ว วันนี้พวกเขาก็ได้มีแท่งชอล์กสีสวยจำนวนมากมายอยู่ตรงหน้าที่คอยให้พวกเขาได้ค่อยๆ บรรจงวาดลวดลายเป็นตัวอักษรแห่งความหวัง คำแล้วคำเล่าบนกระดานผืนดำ ที่ต่อไปนี้จะไม่มีความ มืดมิดอีกต่อไป

Sunday, April 12, 2009

ishibusoku no mondai



このような経験がある。病気になり、病院に行った。有名な公立病院である。その病院は多くの患者で込んでおり、医者に診てもらうために、患者は行列になって待っていた。長い行列だった。いくら時間が過ぎても、患者数は少なくならなかった。その日、医者に診てもらうのに2時間半もかかった。うそのような事実である。

それらの患者が長い行列にどうして我慢できるのだろうかと不思議でたまらなかった。それは、タイにおいては、医者数と病院数が少ないから、人口に対する医者数が少ないからではないだろうか。確かにバンコクの病院数は少ないとは言えないが、国の病院数から見れば、まだ人口に対して十分ではない。一人の医者は多くの患者を診察しなければならない。医療の質はともかく、医師不足の問題は早急な対策を立てなければ国民の健康を守れなくなりかねないだろう。

この問題を解決するには、医者数と病院数を多くし、病院同志を競合させることが一番だと思う。そのため、政府は医者数と病院数を増やす対策を作らなければならない。例えば、公立大学で医学部を増やしたり、田舎や郊外で病院を増やしたり、病院に給付金を配布したり、公立病院で働く医者の給料を増やしたりすることである。一方で、患者数を減らすことも必要である。例えば、国民に日常生活に関する医学的な教育を与えたり、健康運動を始めたりすることである。国を発展させるには経済のことだけでなく、医療問題を解決することも非常に重要であるのではないだろうか。

Sunday, April 5, 2009

white palms (2006, Szabolcs Hajdu)



Szabolcs Hajdu ผู้กำกับภาพยนตร์สัญชาติฮังการี ได้ยอมรับว่าในภาพยนตร์เรื่อง White Palms ที่เขากำกับ มีมิติของอัตชีวประวัติของเขาและคนในครอบครัวปะปนอยู่บ้าง ซึ่งนั่นอาจจะหมายความว่าภาพยนตร์คือ "ความจริง" ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขา ไม่ใช่เพียง "ความเพ้อฝัน" เหมือนที่ใครหลายคนคิด ผลลัพธ์ก็คือ White Palms เป็นเรื่องราวของ Miklos Dongo นักยิมนาสติกหนุ่มน้อยผู้มากด้วยฝีมือชาวฮังการีที่กำลังจะได้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในอาชีพ แต่แล้วอนาคตอันเรืองรองของเขากลับมืดมนลง เมื่อความอดทนที่มีต่อโค้ชผู้เกรี้ยวกราดได้เดินทางมาถึงจุดจบ เขาตัดสินใจหนีออกจากค่ายยิมนาสติกไปเข้าร่วมแสดงกายกรรมในคณะละครสัตว์ของชาวรัสเซียคณะหนึ่ง ก่อนจะเดินทางไปแคนาดาในฐานะโค้ชเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่

โดยพื้นฐานแล้ว White Palms คือ ภาพยนตร์ที่สะท้อนปัญหานานาประการในโลกของยิมนาสติก นับตั้งแต่ปัญหาความรุนแรงระหว่างครูผู้สอนและลูกศิษย์ ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและครอบครัวของเด็ก ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และเด็ก ตลอดจนปัญหาของตัวยิมนาสติกเอง ที่เน้นให้ทุกคนอยู่ใน "วินัย" ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ถึงแม้ว่านั่นจะเป็นการขัดขืนต่อกฎเกณฑ์ธรรมชาติอย่างรุนแรงก็ตาม

ฉากที่ให้บรรยากาศกดดันทางอารมณ์ที่น่าสนใจฉากหนึ่ง คือตอนที่โค้ชเดินตรวจความเรียบร้อยในการยืนเรียงแถวหน้ากระดานของเด็กๆ Szabolcs Hajdu ได้ให้เด็กๆ ยืนตรงแน่วตามเส้นสีขาวที่ถูกขีดไว้ ใครที่เอาปลายเท้าเหยียบเส้นที่ว่านี้จะถูกโค้ชเฆี่ยนตีอย่างไม่ไยดี ภาพนี้ให้ความรู้สึกแก่เราว่า เด็กๆ เหล่านี้แทบไม่มีอัตลักษณ์ใดๆ หลงเหลืออยู่อีกแล้ว พวกเขาเป็นเพียงตัวหมากรุกที่รอให้โค้ชจับเดินแต้มตามแต่เกมจะพาไปเท่านั้น

เช่นเดียวกับฉากที่พ่อแม่ของ Dongo ได้อวดความภูมิใจกับเพื่อนของพวกเขา ที่ลูกของตนสามารถคว้าเหรียญรางวัลและประกาศนียบัตรจำนวนมากมายจากการแข่งขันยิมนาสติก พร้อมสั่งให้ Dongo ทำท่าหกคะเมนตีลังกาให้เพื่อนของตนดู นี่อาจจะเป็นอารมณ์ขันร้ายอันเย็นยะเยือกของ Szabolcs Hajdu ที่สะท้อนให้เห็นว่ายิมนาสติกไม่ได้มีค่าอะไรไปมากกว่าการเป็นตัวสนับสนุนความภาคภูมิใจของพ่อแม่ พวกเขาไม่ได้ใส่ใจความหมายของยิมนาสติกอะไรมากมาย ไม่ได้สนใจอย่างจริงจังด้วยซ้ำไปว่าลูกของตนจะต้องผ่านประสบการณ์เลวร้ายอะไรมาบ้างกว่าที่จะคว้าเหรียญรางวัลเหล่านั้นมาครอบครองได้

แม้โดยรูปธรรม White Palms คือเรื่องราวเกี่ยวกับปัญหาในโลกของยิมนาสติกดังที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่รากเหง้า พัฒนาการ และจุดจบของเรื่องราวในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็มีนัยโยงใยไปถึงความเห็นทางการเมืองของ Szabolcs Hajdu ด้วยเช่นกัน นับตั้งแต่ภาพความป่าเถื่อนไร้เหตุผลของการฝึกซ้อมยิมนาสติก ตลอดจนภาพการวิ่งหนีไปหาอิสรภาพของตัวละครเอกในเรื่อง ล้วนสะท้อนถึงความรู้สึกหดหู่และหวาดกลัวของผู้คนที่ตกอยู่ภายใต้ระบบสังคมนิยม และความหวังในศักยภาพของมนุษย์ในอันที่จะต่อกรกับการครอบงำทางจิตสำนึกโดยรัฐ

ฉากที่พูดถึงเรื่องการเมืองได้ "เสียงดัง" ฉากหนึ่ง คือตอนที่ Dongo ได้กลายมาเป็นโค้ชยิมนาสติกที่แคนาดา และได้ใช้ความรุนแรงจัดการปัญหากับลูกศิษย์ของเขาจนทำให้มีปัญหากับผู้ปกครองของเด็ก ในฐานะของผู้ชมภาพยนตร์ที่ได้เป็นสักขีพยานถึงอัตชีวประวัติของ Dongo แล้ว คงจะเข้าใจได้อย่างไม่ยากเย็นว่า ความรุนแรงที่ Dongo ทำกับลูกศิษย์ของตนนั้น มันคือผลลัพธ์ของวิธีการที่ใช้ในการบ่มเพราะความมีวินัยของนักยิมนาสติกในโลกสังคมนิยมที่ Dongo เคยเผชิญหน้ามาก่อนในวัยเด็ก แต่สำหรับในโลกแห่งประชาธิปไตยแล้ว ทุกคนถูกห้ามไม่ให้ใช้ความรุนแรง และความรุนแรงไม่ใช่ทางออกที่น่าพึงพอใจในโลกยุคใหม่อีกต่อไป และนั่นเป็นปัญหาของ Dongo ผู้ที่ชีวิตครึ่งหนึ่งถูกกลืนกินไปกับความเข้มงวดและเกรี้ยวกราดของสังคมนิยมจะต้องปรับตัวให้เข้ากับโลกประชาธิปไตยให้ได้

ประเด็นความไม่ลงรอยกันระหว่างโลกสังคมนิยมและโลกประชาธิปไตยยังถูกสะท้อนออกมาในตอนที่ Dongo ต้องไปเป็นโค้ชให้กับนักยิมนาสติกหนุ่มชาวแคนาดาด้วยเช่นกัน Dongo พบว่าเขาไม่สามารถชนะใจนักยิมนาสติกหนุ่มคนนั้นได้ ทั้งนี้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า Dongo ไม่มีศักยภาพพอที่จะเป็นโค้ชฝึกสอนนักยิมนาสติกหนุ่มคนนั้น แต่นักยิมนาสติกหนุ่มคนนั้นต่างหากที่ไม่ยอมรับ Dongo ด้วยการให้เหตุผลง่ายๆ ว่า สำเนียงภาษาอังกฤษของ Dongo ยังไม่ดีพอ ทางออกเดียวที่ Dongo สามารถทำได้ ก็คือการแสดงศักยภาพทางด้านยิมนาสติกของเขาให้ปรากฏแก่เด็กหนุ่มคนนั้น และนั่นได้จุดประกายไฟให้ Dongo กลับมาเล่นยิมนาสติกและตัดสินใจลงแข่งขันยิมนาสติกอีกครั้ง ราวกับว่าเขาต้องการปลดเปลื้องอัตชีวประวัติที่ปวดร้าวในวัยเด็ก เพื่อให้ตนเองสามารถมีที่ยืนในโลกประชาธิปไตยอย่างสง่างามได้

ไม่ใช่เพียงแนวคิดที่แยบคายเท่านั้น White Palms ยังมีการร้อยเรียงภาพที่งดงามและน่าตื่นตา ซึ่งในขณะเดียวกันมันก็สะท้อนภาวะนามธรรมภายในจิตใจมนุษย์ท่ามกลางสภาวะกดดันได้อย่างน่าสนใจ ชีวิตของ Dongo อาจจะให้ข้อคิดอะไรหลายอย่าง หนึ่งในนั้นอาจทำให้เราได้เรียนรู้ว่า ในช่วงระยะเวลาของการผลัดผ่านจากความเป็นเด็กสู่ความเป็นผู้ใหญ่นั้น เหตุการณ์ร้ายๆ ที่เกิดขึ้นในวัยเด็กคือจุดที่น่าสนใจที่สุดในชีวิตของคนคนหนึ่ง และมันอาจจะส่งผลกระทบต่อชีวิตที่เหลือของคนคนนั้น สิ่งที่สำคัญอาจจะไม่ได้อยู่ที่ว่า ชีวิตต่อจากนั้นจะเป็นอย่างไร แต่อยู่ที่ว่าเราจะมีวิธีรับมือกับชีวิตที่เหลือของเราอย่างไร

นอกจาก White Palms จะพูดถึงปัญหาของวงการยิมนาสติกด้วยลีลาและชั้นเชิงที่น่าสนใจแล้ว มันยังมีคุณูปการในการฉายภาพและตั้งคำถามถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับโลกสังคมนิยม ในยุคที่ทุกสิ่งทุกอย่างถูกเคลือบฉาบด้วยคำว่า "ประชาธิปไตย" อย่างไม่ลืมหูลืมตาเหมือนทุกวันนี้

Thursday, April 2, 2009

your comments



----ดีใจด้วยครับ / Boat

----ยินดีด้วยค่ะ เห็นความสำเร็จของคนอื่นแล้วก็ทำให้ตัวเองอยากตั้งใจมากๆ บ้างเหมือนกันนะ บางที ฮึด / b u

----ฝ้ายก็ได้ไปดูมาเหมือนกันค่ะ รอบของวันเสาร์เหมือนกันด้วย แล้วฝ้ายก็ไปยืนอยู่หน้าเวทีตอนท้ายด้วยค่ะ พี่มิ้นร้องไห้ด้วยแหละ จนถึงตอนนี้ก็ยังจำภาพนั้นได้เหมือนกันค่ะ พี่มิ้นน่ารักมาก ๆๆๆๆๆ แล้วก็ซื้อซีดีตอนเสิร์ตมาดูแล้วด้วยค่ะ ขอบอกว่า ตัดออกเยอะมาก ๆๆๆๆ เลย เสียดายตอนพี่มัมมาก ๆ พี่มัมฮามากจริง ๆค่ะ นึกแล้วยังขำอยู่เลย 55+ / ฝ้าย

----นี่ลืม STAGE32 ใส่ไว้ด้วยรึเปล่า : P / Noinong

----555555555555555 / merveillesxx

----ยังไม่ได้ดูเลย แต่เบื่อหน้า วิล สมิธ มากๆ เลยว่าจะไม่ไดู แหะๆ / merveillesxx

----โอเมเดโตะะะะะะะ (เค้าใช้คำนี้ปะ เรียนมาลืมไปหมดแล้ว) / merveillesxx